
บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
เริ่มต้น ยามซื่อ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ เส้นทางมุ่งหน้าสู่เมืองตงอู่ จักรวรรดิต้าฮั่น

รุ่งเช้าของกลางเหมันต์ฤดูมาเยือนอย่างเงียบงัน อากาศเย็นจัดจนไอขาวลอยออกมาจากลมหายใจ รถม้าคันเดิมเคลื่อนออกจากโรงเตี๊ยมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เสียงล้อไม้บดกับพื้นถนนแข็งแห้งดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายเตือนว่าการเดินทางยังไม่จบ และค่ำคืนที่ผ่านมา… ก็ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว
ภายในรถม้า หลินหยานั่งตัวตรงกว่าปกติ เสื้อผ้าถูกจัดให้ปิดมิดชิดกว่าทุกวัน ปลอกคอสูงขึ้น ผ้าคลุมถูกดึงขึ้นมาอย่างตั้งใจ นางยกมือขึ้นจัดเส้นผมที่ยังไม่ค่อยเป็นระเบียบ ก่อนจะเผลอแตะถูกผิวตรงลำคอแล้วสะดุ้งเล็กน้อย ความรู้สึกเมื่อคืนย้อนกลับมาอย่างไม่อาจห้ามได้ เจ้าขันทีบ้า… นางกัดฟันในใจ ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีเรื่อโดยไม่ต้องพึ่งแสงแดด นางปรายตามองไปอีกฝั่งหนึ่งของรถม้า คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นดูสบายใจผิดกับนางอย่างสิ้นเชิง เอนหลังพิงเบาะ มือถือพัดพับขยับช้า ๆ ดวงตาคมกริบมีประกายพึงพอใจชัดเจน ราวกับกำลังชื่นชมผลงานของตนเองอยู่เงียบ ๆ
“มองข้าเช่นนั้นทำไมเสี่ยวหยา” จางกงกงเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงแผ่วต่ำแต่แฝงความขบขัน “เจ็บหรือ”
หลินหยาถลึงตาใส่ทันที “ท่านยังจะถามอีกหรือเจ้าคะ! เพราะใครกันเล่า!” นางกดเสียงต่ำ แต่แววขุ่นเคืองชัดเจน “ข้าต้องแสดงเป็นเศรษฐีนี ไม่ใช่ให้คนเห็นร่องรอยพวกนี้นะเจ้าคะ!” เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ จนเสียงนั้นทำให้นางอยากเอาขลุ่ยฟาดหัวเขาสักครั้ง “ก็เพราะเป็นข้านั่นแหละ” เขาเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน “เจ้าถึงต้องปกปิด”
คำตอบนั้นทำให้หลินหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหน้าหนีอย่างงอนง้ำ “อารมณ์ดีจริงนะเจ้าคะ”
“แน่นอน” เขาตอบโดยไม่ลังเล สายตามองนางตั้งแต่ปลายผมจนถึงท่าทีที่พยายามเก็บงำความไม่พอใจ “เมื่อคืน… เจ้าไม่คิดว่าข้าควรอารมณ์ดีบ้างหรือ” สิ้นคำหลินหยากำชายเสื้อแน่นขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ภาพความทรงจำที่ยังอุ่นร้อนเกินไปทำให้นางไม่อาจเถียงต่อได้ นางเพียงพึมพำเสียงเบา “ท่านนี่… ไม่รู้จักเกรงใจเลย”
ด้านหน้ารถม้า จางทังที่กำลังทำทีเป็นคนขับรถม้านั่งหลังตรง มือจับสายบังเหียนมั่นคง สีหน้าสงบนิ่งราวกับไม่รับรู้สิ่งใด แต่ในใจกลับรู้ดีเกินไปว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น เสียงฝีเท้า เสียงขยับ เสียงที่ไม่ควรได้ยิน เขาได้ยินทั้งหมด เพียงแต่เลือกจะไม่เอ่ยถึง ทำเป็นไม่รู้ดีที่สุด เขาคิดพลางกระแอมเบา ๆ กลบความเขินที่แล่นขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
เมื่อรถม้าแล่นต่อไป ลมหนาวพัดผ่านม่านผ้าเข้ามา หลินหยาดึงผ้าคลุมให้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อย ใบหน้ายังงออยู่ไม่หาย แต่หางตากลับเหลือบมองอีกฝ่ายเป็นระยะ ดวงตาคมกริบนั้นยังคงมองนางอย่างไม่ปิดบังความพึงพอใจแม้แต่น้อย คราวหน้า… ข้าจะไม่ยอมง่าย ๆ แบบนี้อีก นางพ่นลมหายใจหลังคิด แต่ในความคิดนั้นเองเจ้าหัวใจก็เต้นแรงอย่างทรยศเจ้าของความคิดไปเสียแล้วล่ะ
ลมยามบ่ายที่เคยพัดผ่านอย่างเชื่องช้ากลับหยุดนิ่งลงในชั่วขณะ ราวกับผืนฟ้าฉวยฉากหายใจไปพร้อมกับแผ่นดิน รถม้าซึ่งเคลื่อนตัวมาอย่างราบรื่นตลอดทางพลันเอียงวูบ ล้อจมลงในหล่มดินสีคล้ำที่แฝงกลิ่นคาวชื้นผิดธรรมชาติ เสียงไม้แตกดังแกรกเบา ๆ ก่อนทุกอย่างจะหยุดสนิท จางทังดึงสายบังเหียนแน่น ร่างสูงกระโดดลงจากที่นั่งคนขับอย่างว่องไว ฝ่าเท้าสัมผัสดินแล้วความรู้สึกเย็นเยียบก็ไหลย้อนขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้มลงมองรอยดินที่ยุบตัวเป็นวงกว้างเกินกว่าจะเป็นหล่มธรรมดา
“แปลก…” เสียงเขาเอ่ยต่ำ ดวงตาคมเฉียบกวาดมองรอบด้าน ป่าริมทางเงียบเกินไป ไม่มีเสียงนก ไม่มีแม้แต่เสียงลมเสียดใบไม้ ความเงียบเช่นนี้คือสัญญาณที่ศาลต้าหลี่สอนให้ระวังที่สุด
ม่านรถม้าถูกเปิดออกอย่างนุ่มนวล จางกงกงยื่นมือออกมาเพียงครึ่งหนึ่ง รอยยิ้มบางประดับบนใบหน้าคมคาย ดวงตาคมกริบกลับเย็นเฉียบกว่าฤดูเหมันต์ “เกิดอะไรขึ้น” เขาถามเสียงเรียบ ทว่าปราณอสรพิษในร่างกลับเริ่มขยับไหวอย่างเงียบงัน
หลินหยาชะโงกหน้าออกมาจากด้านใน ดวงตาสีน้ำตาลมะพร้าวอ่อนกวาดมองหล่มดินกับป่ารอบด้านอย่างสงสัย “แปลกยังไงหรือเจ้าคะ” นางถาม ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย “อย่าบอกนะว่าทางหลวงใหญ่จะมีหล่มแบบนี้…? หรือไม่มีนะ?”
ยังไม่ทันที่จางทังจะตอบ เสียงหัวเราะแหบต่ำก็แทรกขึ้นจากทุกทิศทาง มันไม่ใช่เสียงมนุษย์ หากเป็นเสียงที่สั่นสะเทือนอากาศจนเกิดแรงกดดันราวกับถูกกดทับด้วยภูเขา พื้นดินรอบรถม้าแตกออกเป็นแนวยาว เงาดำทะมึนพุ่งขึ้นมาพร้อมกลิ่นอสนีและคาวโลหิต ปีศาจมังกรดำเก้าตัวโผล่ล้อมวง พวกมันมีเกล็ดสีดำด้านสะท้อนแสงหม่น เขาโค้งหนา หัวใหญ่ตาแดงฉาน มือทั้งสองข้างถือค้อนอัสนีคู่ ประจุสายฟ้าวิ่งแล่นบนผิวโลหะเป็นเส้นสีม่วงคราม
และเบื้องหลังพวกมัน ร่างหนึ่งก้าวออกมาช้า ๆ ปีกสีดำขนาดมหึมากางออก เงาปีกบดบังแสงตะวันครึ่งหนึ่ง เกล็ดของมันหนากว่า ใหญ่กว่า และแผ่อำนาจจนพื้นดินสั่นไหว นี่คือหัวหน้าฝูง ผู้รับใช้ใต้บัลลังก์ของจ้าวมังกรดำหลงฮ่าวเยี่ย มันแสยะยิ้มเมื่อเห็นว่ามีอิสตรีในรถม้า เผยเขี้ยวคมเรียงเป็นแถว
“ฆ่าผู้ชายสองคนนั้น” เสียงคำรามดังก้อง “จับนังโสเภณีนั่น เราจะนำไปถวายเสด็จพ่อ!!”
สิ้นคำนั้นบรรยากาศก็ตึงเครียดในพริบตา
หลินหยาหน้ามุ่ยทันทีที่ได้ยิน นางก้าวลงจากรถม้าโดยไม่รอใคร ดวงตาใสที่เคยอ่อนโยนกลับวาวโรจน์ “ข้าไม่ใช่โสเภณีโว้ย! เจ้าจิ้งเหลนเดินสองขา!” เสียงนางดังลั่น ก่อนจะคว้าขลุ่ยไม้ในมือแน่น “พวกเจ้าพูดจาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกันจริง ๆ”
จางทังขยับตัวมาขวางด้านหน้าหลินหยาโดยสัญชาตญาณ กระบี่หักธรรมถูกชักออกจากฝัก เสียงเหล็กขูดกันใสสะอาด ดวงตาเขาแน่วแน่ “พวกมันมาเป็นระเบียบ ไม่ใช่โจรป่าธรรมดา” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “นี่คือกับดัก”
จางกงกงก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม อาภรณ์สีโทนอุ่นพลิ้วตามแรงลมที่เริ่มหมุนวน รอยยิ้มบางยังคงอยู่ แต่ดวงตานั้นเย็นเยียบดุจพิษ “กล้าพูดจาเช่นนั้นต่อหน้าเสี่ยวหยา…” เขาเอ่ยช้า ๆ มือหนึ่งกุมด้ามกระบี่อสรพิษเงามืด “พวกเจ้าคงไม่คิดจะมีชีวิตกลับไปแล้ว” ปราณอสรพิษแผ่กระจายออกจากร่างเขา เงาดำเลื้อยไหวไปตามพื้นดิน ปีศาจมังกรดำตัวหนึ่งก้าวพลาดไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ประจุสายฟ้าในค้อนสั่นไหวอย่างไม่มั่นคง
“ฆ่ามัน! แล้วจับนังโสเภนีเนื้อหวานนั้นมา!!” หัวหน้าฝูงแหงนหน้าคำราม ปีกกระพือจนฝุ่นดินฟุ้งกระจาย
เสียงคำสั่งคือสัญญาณเริ่มต้นการสังหาร ค้อนอัสนีถูกเหวี่ยงลงมาพร้อมสายฟ้าฟาดใส่พื้นดิน เสียงระเบิดดังสนั่น จางทังกระโจนหลบ กระบี่ฟาดสวนขึ้นไปตัดสายฟ้าแตกกระจายเป็นเสี้ยวแสง เขาหมุนตัวรับแรงสะท้อน ฝ่าเท้าถอยไปครึ่งก้าวอย่างมั่นคง อีกด้านหนึ่ง จางกงกงพุ่งเข้าใส่ราวเงาอสรพิษ กระบี่ยาวผิดมนุษย์กวาดผ่านอากาศ เงาดำฉีกเกราะปีศาจมังกรดำออกเป็นรอยลึก โลหิตสีคล้ำสาดกระเซ็น ก่อนร่างนั้นจะล้มลงโดยค้อนอัสนีสลายหายไปในอากาศ
หลินหยากระโดดขึ้นไปบนก้อนหิน ขลุ่ยในมือฟาดใส่หัวปีศาจตัวหนึ่งอย่างไม่ปรานี “ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ใช่โสเภนี!” นางกัดฟัน ดวงตาเป็นประกายดื้อดึง แรงฟาดครั้งนั้นรุนแรงพอให้กะโหลกปีศาจมังกรดำแตกกระจาย เสียงกระดูกหักดังแผ่วก่อนร่างใหญ่จะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ ค้อนอัสนีในมือสลายกลายเป็นเศษแสงจาง ๆ ตามลมหายใจสุดท้ายของมัน
การต่อสู้สิ้นสุดลงรวดเร็วเกินคาด เศษซากเกล็ดดำ เขา และโลหิตขุ่นกระจายเกลื่อนผืนดิน ปราณสายฟ้าที่หลงเหลือสลายหายไปกับอากาศหนาว ไม่มีเสียงร้องครวญครางหรือปีศาจผู้รอดชีวิต
จางทังเก็บกระบี่หักธรรมกลับเข้าฝักอย่างเงียบงัน สายตากวาดมองสนามรบหนึ่งรอบด้วยความเคยชินของผู้พิพากษาที่เห็นความตายมานับไม่ถ้วน เขาไม่พบแม้แต่รอยบาดลึกบนร่างของทั้งสามคน โดยเฉพาะหลินหยา เสื้อผ้าไหมสีอ่อนยังคงสะอาด มีเพียงฝุ่นดินติดปลายชายเสื้อเท่านั้น “ฝีมือไม่ตกเลยนะ แม่นางน้อย” เขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
จางกงกงยืนอยู่ท่ามกลางซากศพปีศาจ รอยยิ้มบางประดับริมฝีปาก ดวงตาคมกริบเย็นเฉียบยิ่งกว่าเดิม ปราณอสรพิษที่เคยแผ่ออกมาเริ่มหดกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างสงบ เขากวาดตามองหลินหยาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความตึงเครียดในอกคลายลงเมื่อแน่ใจว่านางไม่แม้แต่จะถลอก แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไร หลินหยาก็สะบัดหน้าหนีอย่างแรง สีหน้าหงุดหงิดชัดเจน
“รีบเดินทางเถอะเจ้าค่ะ ข้างอนนัก” นางพูดเสียงแข็ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังรถม้าอย่างไม่สนใจจะฟังคำใดต่อ
ผ้าม่านรถม้าถูกเปิดออกแรงกว่าปกติ หลินหยาก้าวขึ้นไปด้านในแล้วนั่งลงด้วยท่าทางงอนง้ำ มือเรียวกำขลุ่ยแน่น ความโกรธยังคงคุกรุ่นอยู่ในอก ทั้งจากคำดูหมิ่นของปีศาจ และจากความจริงที่ว่านางต้องเจอกับสายตาโลมเลียเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จางกงกงมองตามแผ่นหลังบางนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะยกพัดขึ้นปิดรอยยิ้มที่คล้ายจะเจือความพึงพอใจ เขาก้าวขึ้นรถม้าอย่างสง่างาม นั่งลงข้างหลินหยาโดยไม่เอ่ยคำใด เพียงปล่อยให้ความเงียบแผ่ขยาย ทว่ามือหนึ่งของเขาขยับมาใกล้ราวกับต้องการยืนยันการมีอยู่ของตน
จางทังเห็นภาพนั้นแล้วเพียงส่ายศีรษะเบา ๆ ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เขากระโดดขึ้นนั่งตำแหน่งคนขับ คว้าบังเหียนในมืออย่างชำนาญ “ไป ออกเดินทางต่อ” เขาพูดกับม้าเสียงเรียบ รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง ทิ้งซากปีศาจมังกรดำไว้เบื้องหลัง ล้อไม้บดผ่านดินที่ยังชื้นจากเลือด ก่อนจะมุ่งหน้าไปตามเส้นทางยาวเหยียดที่ทอดสู่ปลายทางใหม่เมืองตงอู่









โพสต์ 2026-1-6 03:20:40



