เจ้าของ: LinYa

[บันทึกการเดินทาง] เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2026-1-6 03:20:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinYa เมื่อ 2026-1-6 03:21

อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ 01 เดือน 11 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 11
เริ่มต้น ยามซื่อ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ เส้นทางมุ่งหน้าสู่เมืองตงอู่ จักรวรรดิต้าฮั่น

รุ่งเช้าของกลางเหมันต์ฤดูมาเยือนอย่างเงียบงัน อากาศเย็นจัดจนไอขาวลอยออกมาจากลมหายใจ รถม้าคันเดิมเคลื่อนออกจากโรงเตี๊ยมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เสียงล้อไม้บดกับพื้นถนนแข็งแห้งดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายเตือนว่าการเดินทางยังไม่จบ และค่ำคืนที่ผ่านมา… ก็ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว


ภายในรถม้า หลินหยานั่งตัวตรงกว่าปกติ เสื้อผ้าถูกจัดให้ปิดมิดชิดกว่าทุกวัน ปลอกคอสูงขึ้น ผ้าคลุมถูกดึงขึ้นมาอย่างตั้งใจ นางยกมือขึ้นจัดเส้นผมที่ยังไม่ค่อยเป็นระเบียบ ก่อนจะเผลอแตะถูกผิวตรงลำคอแล้วสะดุ้งเล็กน้อย ความรู้สึกเมื่อคืนย้อนกลับมาอย่างไม่อาจห้ามได้ เจ้าขันทีบ้า… นางกัดฟันในใจ ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีเรื่อโดยไม่ต้องพึ่งแสงแดด นางปรายตามองไปอีกฝั่งหนึ่งของรถม้า คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นดูสบายใจผิดกับนางอย่างสิ้นเชิง เอนหลังพิงเบาะ มือถือพัดพับขยับช้า ๆ ดวงตาคมกริบมีประกายพึงพอใจชัดเจน ราวกับกำลังชื่นชมผลงานของตนเองอยู่เงียบ ๆ


“มองข้าเช่นนั้นทำไมเสี่ยวหยา” จางกงกงเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงแผ่วต่ำแต่แฝงความขบขัน “เจ็บหรือ”


หลินหยาถลึงตาใส่ทันที “ท่านยังจะถามอีกหรือเจ้าคะ! เพราะใครกันเล่า!” นางกดเสียงต่ำ แต่แววขุ่นเคืองชัดเจน ข้าต้องแสดงเป็นเศรษฐีนี ไม่ใช่ให้คนเห็นร่องรอยพวกนี้นะเจ้าคะ!” เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ จนเสียงนั้นทำให้นางอยากเอาขลุ่ยฟาดหัวเขาสักครั้ง “ก็เพราะเป็นข้านั่นแหละ” เขาเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน “เจ้าถึงต้องปกปิด”


คำตอบนั้นทำให้หลินหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหน้าหนีอย่างงอนง้ำ “อารมณ์ดีจริงนะเจ้าคะ”


“แน่นอน” เขาตอบโดยไม่ลังเล สายตามองนางตั้งแต่ปลายผมจนถึงท่าทีที่พยายามเก็บงำความไม่พอใจ “เมื่อคืน… เจ้าไม่คิดว่าข้าควรอารมณ์ดีบ้างหรือ” สิ้นคำหลินหยากำชายเสื้อแน่นขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ภาพความทรงจำที่ยังอุ่นร้อนเกินไปทำให้นางไม่อาจเถียงต่อได้ นางเพียงพึมพำเสียงเบา “ท่านนี่… ไม่รู้จักเกรงใจเลย”


ด้านหน้ารถม้า จางทังที่กำลังทำทีเป็นคนขับรถม้านั่งหลังตรง มือจับสายบังเหียนมั่นคง สีหน้าสงบนิ่งราวกับไม่รับรู้สิ่งใด แต่ในใจกลับรู้ดีเกินไปว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น เสียงฝีเท้า เสียงขยับ เสียงที่ไม่ควรได้ยิน เขาได้ยินทั้งหมด เพียงแต่เลือกจะไม่เอ่ยถึง ทำเป็นไม่รู้ดีที่สุด เขาคิดพลางกระแอมเบา ๆ กลบความเขินที่แล่นขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ


เมื่อรถม้าแล่นต่อไป ลมหนาวพัดผ่านม่านผ้าเข้ามา หลินหยาดึงผ้าคลุมให้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อย ใบหน้ายังงออยู่ไม่หาย แต่หางตากลับเหลือบมองอีกฝ่ายเป็นระยะ ดวงตาคมกริบนั้นยังคงมองนางอย่างไม่ปิดบังความพึงพอใจแม้แต่น้อย คราวหน้า… ข้าจะไม่ยอมง่าย ๆ แบบนี้อีก นางพ่นลมหายใจหลังคิด แต่ในความคิดนั้นเองเจ้าหัวใจก็เต้นแรงอย่างทรยศเจ้าของความคิดไปเสียแล้วล่ะ 


ลมยามบ่ายที่เคยพัดผ่านอย่างเชื่องช้ากลับหยุดนิ่งลงในชั่วขณะ ราวกับผืนฟ้าฉวยฉากหายใจไปพร้อมกับแผ่นดิน รถม้าซึ่งเคลื่อนตัวมาอย่างราบรื่นตลอดทางพลันเอียงวูบ ล้อจมลงในหล่มดินสีคล้ำที่แฝงกลิ่นคาวชื้นผิดธรรมชาติ เสียงไม้แตกดังแกรกเบา ๆ ก่อนทุกอย่างจะหยุดสนิท จางทังดึงสายบังเหียนแน่น ร่างสูงกระโดดลงจากที่นั่งคนขับอย่างว่องไว ฝ่าเท้าสัมผัสดินแล้วความรู้สึกเย็นเยียบก็ไหลย้อนขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้มลงมองรอยดินที่ยุบตัวเป็นวงกว้างเกินกว่าจะเป็นหล่มธรรมดา


“แปลก…” เสียงเขาเอ่ยต่ำ ดวงตาคมเฉียบกวาดมองรอบด้าน ป่าริมทางเงียบเกินไป ไม่มีเสียงนก ไม่มีแม้แต่เสียงลมเสียดใบไม้ ความเงียบเช่นนี้คือสัญญาณที่ศาลต้าหลี่สอนให้ระวังที่สุด


ม่านรถม้าถูกเปิดออกอย่างนุ่มนวล จางกงกงยื่นมือออกมาเพียงครึ่งหนึ่ง รอยยิ้มบางประดับบนใบหน้าคมคาย ดวงตาคมกริบกลับเย็นเฉียบกว่าฤดูเหมันต์ “เกิดอะไรขึ้น” เขาถามเสียงเรียบ ทว่าปราณอสรพิษในร่างกลับเริ่มขยับไหวอย่างเงียบงัน


หลินหยาชะโงกหน้าออกมาจากด้านใน ดวงตาสีน้ำตาลมะพร้าวอ่อนกวาดมองหล่มดินกับป่ารอบด้านอย่างสงสัย “แปลกยังไงหรือเจ้าคะ” นางถาม ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย “อย่าบอกนะว่าทางหลวงใหญ่จะมีหล่มแบบนี้…? หรือไม่มีนะ?”


ยังไม่ทันที่จางทังจะตอบ เสียงหัวเราะแหบต่ำก็แทรกขึ้นจากทุกทิศทาง มันไม่ใช่เสียงมนุษย์ หากเป็นเสียงที่สั่นสะเทือนอากาศจนเกิดแรงกดดันราวกับถูกกดทับด้วยภูเขา พื้นดินรอบรถม้าแตกออกเป็นแนวยาว เงาดำทะมึนพุ่งขึ้นมาพร้อมกลิ่นอสนีและคาวโลหิต ปีศาจมังกรดำเก้าตัวโผล่ล้อมวง พวกมันมีเกล็ดสีดำด้านสะท้อนแสงหม่น เขาโค้งหนา หัวใหญ่ตาแดงฉาน มือทั้งสองข้างถือค้อนอัสนีคู่ ประจุสายฟ้าวิ่งแล่นบนผิวโลหะเป็นเส้นสีม่วงคราม


และเบื้องหลังพวกมัน ร่างหนึ่งก้าวออกมาช้า ๆ ปีกสีดำขนาดมหึมากางออก เงาปีกบดบังแสงตะวันครึ่งหนึ่ง เกล็ดของมันหนากว่า ใหญ่กว่า และแผ่อำนาจจนพื้นดินสั่นไหว นี่คือหัวหน้าฝูง ผู้รับใช้ใต้บัลลังก์ของจ้าวมังกรดำหลงฮ่าวเยี่ย มันแสยะยิ้มเมื่อเห็นว่ามีอิสตรีในรถม้า เผยเขี้ยวคมเรียงเป็นแถว

“ฆ่าผู้ชายสองคนนั้น” เสียงคำรามดังก้อง “จับนังโสเภณีนั่น เราจะนำไปถวายเสด็จพ่อ!!”


สิ้นคำนั้นบรรยากาศก็ตึงเครียดในพริบตา


หลินหยาหน้ามุ่ยทันทีที่ได้ยิน นางก้าวลงจากรถม้าโดยไม่รอใคร ดวงตาใสที่เคยอ่อนโยนกลับวาวโรจน์ “ข้าไม่ใช่โสเภณีโว้ย! เจ้าจิ้งเหลนเดินสองขา!” เสียงนางดังลั่น ก่อนจะคว้าขลุ่ยไม้ในมือแน่น “พวกเจ้าพูดจาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกันจริง ๆ”


จางทังขยับตัวมาขวางด้านหน้าหลินหยาโดยสัญชาตญาณ กระบี่หักธรรมถูกชักออกจากฝัก เสียงเหล็กขูดกันใสสะอาด ดวงตาเขาแน่วแน่ “พวกมันมาเป็นระเบียบ ไม่ใช่โจรป่าธรรมดา” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “นี่คือกับดัก”


จางกงกงก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม อาภรณ์สีโทนอุ่นพลิ้วตามแรงลมที่เริ่มหมุนวน รอยยิ้มบางยังคงอยู่ แต่ดวงตานั้นเย็นเยียบดุจพิษ “กล้าพูดจาเช่นนั้นต่อหน้าเสี่ยวหยา…” เขาเอ่ยช้า ๆ มือหนึ่งกุมด้ามกระบี่อสรพิษเงามืด “พวกเจ้าคงไม่คิดจะมีชีวิตกลับไปแล้ว” ปราณอสรพิษแผ่กระจายออกจากร่างเขา เงาดำเลื้อยไหวไปตามพื้นดิน ปีศาจมังกรดำตัวหนึ่งก้าวพลาดไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ประจุสายฟ้าในค้อนสั่นไหวอย่างไม่มั่นคง


“ฆ่ามัน! แล้วจับนังโสเภนีเนื้อหวานนั้นมา!!” หัวหน้าฝูงแหงนหน้าคำราม ปีกกระพือจนฝุ่นดินฟุ้งกระจาย


เสียงคำสั่งคือสัญญาณเริ่มต้นการสังหาร ค้อนอัสนีถูกเหวี่ยงลงมาพร้อมสายฟ้าฟาดใส่พื้นดิน เสียงระเบิดดังสนั่น จางทังกระโจนหลบ กระบี่ฟาดสวนขึ้นไปตัดสายฟ้าแตกกระจายเป็นเสี้ยวแสง เขาหมุนตัวรับแรงสะท้อน ฝ่าเท้าถอยไปครึ่งก้าวอย่างมั่นคง อีกด้านหนึ่ง จางกงกงพุ่งเข้าใส่ราวเงาอสรพิษ กระบี่ยาวผิดมนุษย์กวาดผ่านอากาศ เงาดำฉีกเกราะปีศาจมังกรดำออกเป็นรอยลึก โลหิตสีคล้ำสาดกระเซ็น ก่อนร่างนั้นจะล้มลงโดยค้อนอัสนีสลายหายไปในอากาศ


หลินหยากระโดดขึ้นไปบนก้อนหิน ขลุ่ยในมือฟาดใส่หัวปีศาจตัวหนึ่งอย่างไม่ปรานี “ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ใช่โสเภนี!” นางกัดฟัน ดวงตาเป็นประกายดื้อดึง แรงฟาดครั้งนั้นรุนแรงพอให้กะโหลกปีศาจมังกรดำแตกกระจาย เสียงกระดูกหักดังแผ่วก่อนร่างใหญ่จะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ ค้อนอัสนีในมือสลายกลายเป็นเศษแสงจาง ๆ ตามลมหายใจสุดท้ายของมัน


การต่อสู้สิ้นสุดลงรวดเร็วเกินคาด เศษซากเกล็ดดำ เขา และโลหิตขุ่นกระจายเกลื่อนผืนดิน ปราณสายฟ้าที่หลงเหลือสลายหายไปกับอากาศหนาว ไม่มีเสียงร้องครวญครางหรือปีศาจผู้รอดชีวิต


จางทังเก็บกระบี่หักธรรมกลับเข้าฝักอย่างเงียบงัน สายตากวาดมองสนามรบหนึ่งรอบด้วยความเคยชินของผู้พิพากษาที่เห็นความตายมานับไม่ถ้วน เขาไม่พบแม้แต่รอยบาดลึกบนร่างของทั้งสามคน โดยเฉพาะหลินหยา เสื้อผ้าไหมสีอ่อนยังคงสะอาด มีเพียงฝุ่นดินติดปลายชายเสื้อเท่านั้น “ฝีมือไม่ตกเลยนะ แม่นางน้อย” เขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก


จางกงกงยืนอยู่ท่ามกลางซากศพปีศาจ รอยยิ้มบางประดับริมฝีปาก ดวงตาคมกริบเย็นเฉียบยิ่งกว่าเดิม ปราณอสรพิษที่เคยแผ่ออกมาเริ่มหดกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างสงบ เขากวาดตามองหลินหยาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความตึงเครียดในอกคลายลงเมื่อแน่ใจว่านางไม่แม้แต่จะถลอก แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไร หลินหยาก็สะบัดหน้าหนีอย่างแรง สีหน้าหงุดหงิดชัดเจน

 

“รีบเดินทางเถอะเจ้าค่ะ ข้างอนนัก” นางพูดเสียงแข็ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังรถม้าอย่างไม่สนใจจะฟังคำใดต่อ


ผ้าม่านรถม้าถูกเปิดออกแรงกว่าปกติ หลินหยาก้าวขึ้นไปด้านในแล้วนั่งลงด้วยท่าทางงอนง้ำ มือเรียวกำขลุ่ยแน่น ความโกรธยังคงคุกรุ่นอยู่ในอก ทั้งจากคำดูหมิ่นของปีศาจ และจากความจริงที่ว่านางต้องเจอกับสายตาโลมเลียเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


จางกงกงมองตามแผ่นหลังบางนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะยกพัดขึ้นปิดรอยยิ้มที่คล้ายจะเจือความพึงพอใจ เขาก้าวขึ้นรถม้าอย่างสง่างาม นั่งลงข้างหลินหยาโดยไม่เอ่ยคำใด เพียงปล่อยให้ความเงียบแผ่ขยาย ทว่ามือหนึ่งของเขาขยับมาใกล้ราวกับต้องการยืนยันการมีอยู่ของตน


จางทังเห็นภาพนั้นแล้วเพียงส่ายศีรษะเบา ๆ ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เขากระโดดขึ้นนั่งตำแหน่งคนขับ คว้าบังเหียนในมืออย่างชำนาญ “ไป ออกเดินทางต่อ” เขาพูดกับม้าเสียงเรียบ รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง ทิ้งซากปีศาจมังกรดำไว้เบื้องหลัง ล้อไม้บดผ่านดินที่ยังชื้นจากเลือด ก่อนจะมุ่งหน้าไปตามเส้นทางยาวเหยียดที่ทอดสู่ปลายทางใหม่เมืองตงอู่

           ย่อสรุปเหตุการณ์ : การเดินทางหลินหยาต้องปกปิดรอยจากเมื่อคืน แต่มีกองของพวกกลุ่มมังกรดำมาขวางทาง ทำซุ่มกับดักไว้ดักมนุษย์ มันเห็นว่ามีสตรีเลยกะว่าจะลากไปให้เจ้ามังกรและเรียกหลินหยาว่าโสเภณี ทั้งหลินหยา จางกงกง และจางทังเลยจัดการและเดินทาง แน่นอนว่าหลินหยางอแงเพราะมันบังอาจมาเรียกเธอว่าโสเภณี แค่เคยทำงานที่หอว่านหงเหรินเว้ย!

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 51569 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-6 03:20
โพสต์ 51,569 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] คุณธรรม [ถูกบล็อค] ความชั่ว +15 ความโหด จาก ชุดทิวาเมฆาล่อง   โพสต์ 2026-1-6 03:20
โพสต์ 51,569 ไบต์และได้รับ +6 EXP [ถูกบล็อค] คุณธรรม [ถูกบล็อค] ความชั่ว +6 ความโหด จาก รองเท้าหยุนเวย  โพสต์ 2026-1-6 03:20
โพสต์ 51,569 ไบต์และได้รับ [ถูกบล็อค] คุณธรรม [ถูกบล็อค] ความชั่ว จาก โล่ไม้  โพสต์ 2026-1-6 03:20
โพสต์ 51,569 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] คุณธรรม [ถูกบล็อค] ความชั่ว จาก วาสนาเซียน  โพสต์ 2026-1-6 03:20
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-1-14 07:27:01 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ 10 เดือน 11 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 11
เริ่มต้น ยามซื่อ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองตงอู่ จักรวรรดิต้าฮั่น

             ไอเย็นจากผืนน้ำอันกว้างใหญ่แผ่ซ่านเข้ามาในรถม้าที่บุด้วยผ้าเนื้อหนา เสียงล้อไม้บดเบียดกับแผ่นหินบนสะพานทอดยาวข้ามแม่น้ำสาขาใหญ่ มุ่งหน้าสู่ด่านตรวจสุดท้ายก่อนเข้าเขตเมืองตงอู่ สายลมเหมันต์หวีดหวิวลอดผ่านช่องม่านที่ถูกปิดสนิทจนมองไม่เห็นโลกภายนอก ภายในพื้นที่คับแคบนั้น อบอวลไปด้วยกลิ่นไม้กฤษณาจาง ๆ จากตัวสตรี และกลิ่นไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของบุรุษที่นั่งคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง

             จางกงกงนั่งหลังตรงราวกับรูปสลักหิน มือหนึ่งถือพัดที่พับเก็บไว้แน่น อีกมือหนึ่งยังคงรั้งชายผ้าคลุมของหลินหยาให้ปิดชิดถึงลำคอ ดวงตาคมกริบของอสรพิษเงามืดจดจ้องไปยังม่านหน้าต่างทุกครั้งที่มีเสียงฝีเท้าทหารเดินผ่านรถม้า สัญชาตญาณความหวงแหนที่ถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุดนับแต่ศึกเหอต้าซาน ทำให้เขาแทบไม่ยอมให้นางขยับกายไปไหน แม้เพียงการชะโงกหน้าออกไปรับลมยามบ่าย เขาก็จะใช้วงแขนแข็งแกร่งนั้นกันไว้เสียทุกครั้ง

             “ท่านจะกักข้าไว้เช่นนี้จนถึงตงอู่เลยหรือเจ้าคะ” หลินหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นลั่กลั่นระหว่างความอ่อนใจและความเอ็นดู นางเหลือบมองใบหน้าขาวซีดที่เคร่งเครียดเกินพอดีของคนรัก “ข้าอึดอัดจนจะกลายเป็นแมวป่วยอยู่แล้วนะเจ้าคะท่”


             “อยู่ข้างในนี้... ปลอดภัยที่สุด” เขาตอบเสียงเรียบ ทว่าความสั่นไหวเล็กน้อยในกระแสเสียงกลับปิดไม่มิด “เจ้าไม่รู้หรอกว่าโลกภายนอกมันสกปรกเพียงใด สายตาพวกนั้น... ข้าไม่อยากให้มันแตะต้องเจ้าแม้เพียงเสี้ยวเล็บ”


             หลินหยาถอนหายใจยาว นางรู้ดีว่ากำแพงที่เขาสร้างขึ้นมิใช่เพียงเพื่อกันผู้อื่น แต่เป็นกำแพงที่เขาสร้างไว้ขังตนเองจากความหวาดกลัว นางขยับกายเข้าไปใกล้ มือเรียวเอื้อมไปหยิบม้วนกระดาษแผนที่และรหัสลับที่จางทังส่งเข้ามาให้เมื่อรุ่งสาง ทันทีที่นางคลี่มันออก แววตาของจางกงกงก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ ยามที่สายตาของเขาปะทะกับคำสามคำที่เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าหอประมูลเฉียนคุน


             คำว่า พ่อข้าตาย


             มือที่ถือพัดของเขาสั่นระริก ปราณอสรพิษในร่างดูเหมือนจะเดือดพล่านขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะดับมืดลง ใบหน้าคมคายเบือนหนีไปทางอื่น กล้ามเนื้อกรามขบกันจนเป็นสันนูน รหัสผ่านที่ดูเหมือนคำสาปแช่งนี้ กระทบเข้ากับปมมืดที่สุดในชีวิตของเขา... วันที่เขาสังหารบิดาแท้ ๆ เพื่อแลกกับการหลุดพ้นจากนรก


             “เปลี่ยนมันเสีย...” จางกงกงเอ่ยเสียงพร่า “จะคำใดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่คำนี้”


             หลินหยามองเห็นความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลังของเขา นางไม่ได้โต้แย้งด้วยเหตุผลทางการทหารหรือกลอุบาย แต่นางกลับขยับเข้าไปโอบกอดแผ่นหลังกว้างนั้นไว้ ซบหน้าลงกับไหล่หนาอย่างออดอ้อน ปลายนิ้วเล็ก ๆ ลูบไล้ผ่านอาภรณ์สีอ่อนของเขาอย่างอ่อนโยน


             “ท่าน... ท่านมองข้าสิเจ้าคะ” นางกระซิบชิดหู เสียงหวานนั้นนุ่มนวลราวกับจะละลายน้ำแข็งในใจเขา “อดีตที่ท่านแบกไว้ ไม่ได้ทำให้ข้ารักท่านน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านบอกว่าคำนี้มันโหดร้าย... แต่สำหรับข้า มันเป็นเพียงตัวอักษรไร้ค่าตัวหนึ่ง สิ่งที่สำคัญคือชายที่อยู่ตรงหน้าข้าในตอนนี้ต่างหาก”


             เมื่อได้ยินคำนั้นจางกงกงนิ่งอั้น แผ่นหลังที่เคยแข็งเกร็งค่อย ๆ ผ่อนลงภายใต้สัมผัสของนาง


             “ท่านอย่าลืมสิเจ้าคะ...” หลินหยาขยับมานั่งตรงหน้าเขา ประคองใบหน้าซีดขาวนั้นให้สบตากับดวงตาสีน้ำตาลมะพร้าวอ่อนของนางที่สะท้อนความจริงใจอย่างที่สุด “ตอนที่ท่านใช้อำนาจบังคับข้าเข้าวัง ข้ารีบหนีท่านไปในเวลาไม่ถึงวันด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นข้าไม่ได้เลือกท่าน... แต่ในวันนี้ ท่านดูสิเจ้าคะ ข้ายังนั่งอยู่ตรงนี้ ทั้งที่ท่านไม่ได้ล่ามโซ่ข้า ไม่ได้เอาดาบจ่อคอข้า แต่ข้ากลับพร้อมจะอยู่กับท่านไปทั้งชีวิต” นางยิ้มกว้างรอยยิ้มดั่งตุ๊กตากระเบื้องเคลือบแสนซนที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว 


             “หากข้าไม่รักท่านจริง ข้าคงกระโดดลงจากรถม้าไปตั้งแต่ข้ามแม่น้ำเมื่อครู่แล้ว... รหัสนี้เป็นเพียงอุบายเพื่อเข้าถึงศัตรู เมื่อเราผ่านมันไปได้ เราก็จะทิ้งมันไว้เบื้องหลัง เหมือนกับที่ท่านทิ้งอดีตไว้ในป่าเหอตงนั่นไงเจ้าคะ”


             จางกงกงจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ความหวาดระแวงและความหวงแหนที่บ้าคลั่งค่อย ๆ สงบลงอย่างน่าประหลาด เขาคว้ามือของนางขึ้นมาประทับจูบลงบนใจกลางฝ่ามืออย่างโหยหา แรงอารมณ์ที่รุนแรงแปรเปลี่ยนเป็นความจงรักภักดีที่มอบให้เพียงสตรีผู้นี้


             “เจ้าช่าง... ปากร้ายนักเสี่ยวหยา” เขาพึมพำชิดฝ่ามือนาง “ข้าหวงเจ้าจนแทบคลั่ง แต่เจ้ากลับใช้เพียงไม่กี่คำทำให้ข้ากลายเป็นคนโง่ที่ยอมตามใจเจ้าทุกอย่าง”


             “คนโง่ที่รักข้าไงเจ้าคะ” นางหัวเราะเบา ๆ พลางซบหัวลงบนตักของเขาอย่างถือสิทธิ์


             ด้านนอกรถม้า จางทังที่กำลังทำหน้าที่สารถีจำเป็นขยับเสื้อคลุมกันลมให้กระชับขึ้น เขาได้ยินเสียงหัวเราะแว่วมาจากด้านในรวมถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนจากตึงเครียดเป็นหวานล้ำ ตุลาการหนุ่มเพียงแต่ส่ายหน้าเบา ๆ มุมปากยกยิ้มอย่างละเหี่ยใจ เขาตัดสินใจกระแอมไอออกมาหนึ่งครั้งเพื่อเตือนคนด้านในก่อนจะถึงด่านตรวจ


             “จะถึงด่านแล้ว... พวกท่านจะพร่ำรักกันต่อ หรือจะให้ข้าสั่งม้าหยุดรอจนกว่าจะคุยธุระเสร็จ?”


             เสียงแดกดันของจางทังทำให้หลินหยาเด้งตัวขึ้นมาจัดเสื้อผ้าทันที ขณะที่จางกงกงกลับมายืดตัวตรง ปัดฝุ่นจินตนาการบนแขนเสื้อแล้วเลิกม่านขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบกลับมาเย็นเฉียบดุจอสรพิษที่พร้อมจะสังหารพยานทุกคนที่กล้าขวางทางเขาและสตรีที่เขารักที่สุด


             รถม้าเคลื่อนผ่านประตูเมืองตงอู่ท่ามกลางแสงสนธยา เส้นทางข้างหน้าคือหอประมูลเฉียนคุน สถานที่ที่แผนการและโชคชะตาของทั้งสามคนกำลังจะถูกตัดสินอย่างแท้จริง


             ไอเย็นยามเย็นแห่งเหมันต์ฤดูปกคลุมไปทั่วเมืองตงอู่ ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงครามตัดกับแสงโคมไฟสีแดงที่เริ่มสว่างไสวตามหน้าโรงน้ำชาและหอการค้า รถม้าไม้ขัดเงาคันใหม่เคลื่อนตัวมาหยุดลงอย่างนิ่งสงบที่หน้าหอประมูลเฉียนคุน อาคารมหึมาที่ตั้งตระหง่านราวกับสัตว์ร้ายผู้พิทักษ์ขุมทรัพย์แห่งตะวันออก


             จางทังในชุดสารถีที่ดูสุภาพทว่าแฝงกลิ่นอายของพยัคฆ์ร้ายที่ซ่อนเล็บ กระโดดลงจากที่นั่งคนขับอย่างคล่องแคล่ว เขารีบก้าวมาเปิดประตูรถม้าด้วยท่าทางนอบน้อมที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ แม้ในใจจะแอบสั่นไหวกับบทบาทที่ได้รับ ทว่าสายตาคมเฉียบกลับกวาดมองผู้คุมประตูหอประมูลอย่างระแวดระวัง


             จากภายในรถม้าร่างบางในอาภรณ์สีม่วงอ่อนราวกับสีของดอกเหมยยามต้องแสงจันทร์ก้าวออกมาอย่างช้า ๆ หลินหยาในคราบเศรษฐีนีสกุลหลินผู้มั่งคั่งสวมชุดผ้าไหมเนื้อละเอียดทับซ้อนด้วยผ้าคลุมสีชมพูบางเบาที่พลิ้วไหวตามแรงลมหนาว ลำคอระหงถูกโอบล้อมด้วยปกเสื้อปักลายวิจิตรสีขาวสะอาดตา ผมสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีตประดับด้วยเครื่องเงินเรียบหรูที่ขับเน้นให้ใบหน้าตุ๊กตากระเบื้องเคลือบนั้นดูลึกลับและสูงศักดิ์เกินจะเอื้อมถึง


             ข้างกายนาคือจางกงกงที่บัดนี้สลัดคราบจงฉางชื่อผู้โหดเหี้ยม กลายเป็นบัณฑิตหน้าหยกในชุดสีอ่อนดูนุ่มนวล เขาเดินขนาบข้างนางด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่ารังสีอำนาจที่แผ่ออกมากลับทำให้อากาศรอบกายดูหนักอึ้งขึ้นอย่างประหลาด


             ผู้คุมประตูร่างใหญ่สองคนก้าวออกมาขวางทาง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและระแวดระวัง หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงกร้าว "หอประมูลเฉียนคุนมิใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะเดินเข้าออกได้ตามใจชอบ หากมิมีบัตรเชิญหรือรหัสลับจากนายท่าน... ก็จงกลับไปเสีย!"


             หลินหยาหยุดฝีเท้าลง นางปรายตามองผู้คุมประตูด้วยสายตาที่เย็นเฉียบดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ นางจงใจเชิดคางขึ้นเล็กน้อย เลียนแบบท่าทางหยิ่งยโสโอหังของจางกงกงยามที่เขาใช้อำนาจในวังหลวงจนเป็นธรรมชาติ มุมปากของนางหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ดูหมิ่นโลกหล้า ท่าทางของนางในยามนี้มิใช่แม่ค้าผู้ร่าเริงอีกต่อไป แต่เป็นสตรีผู้ถือครองอำนาจเงินทองที่สามารถบดขยี้ผู้ใดก็ได้ที่ขวางทาง


             นางขยับริมฝีปากเอ่ยคำรหัสที่เตรียมไว้ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่สุด ไร้ซึ่งความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย 


             "พ่อข้าตาย"


             สิ้นคำนั้น บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสงัดราวกับถูกหยุดเวลาไว้ จางทังที่ยืนอยู่เบื้องหลังต้องแสร้งทำเป็นยกชายแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อบนหน้าผากเพื่อปกปิดอาการสะอึกในลำคอ ให้ตายเถิด... นางเล่นบทนี้ได้เนียนเสียจนข้ายังขนลุก เขาคิดในใจพลางกลั้นขำกับความย้อนแย้งที่นางกล้าเอ่ยรหัสที่กระทบปมในใจของบัณฑิตหน้าหยกข้างกายนางได้อย่างไร้รอยต่อเช่นนี้


             ผู้คุมประตูทั้งสองชะงักไปครู่หนึ่ง พวกเขามองดูท่าทางที่วางอำนาจประหนึ่งนางพญาของสตรีตรงหน้า ผสมกับความสง่างามของบัณฑิตที่ยืนเคียงข้างและการปรนนิบัติอย่างเชี่ยวชาญของสารถีหนุ่ม ความหยิ่งยโสที่แผ่ออกมาจากตัวหลินหยานั้นเป็นธรรมชาติเสียจนพวกเขามิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง


             "ชะ... เชิญคุณหนูหลินและท่านบัณฑิตเข้าสู่ด้านในได้ขอรับ!" ผู้คุมประตูรีบก้มศีรษะลงและหลีกทางให้ทันทีด้วยความยำเกรง


             หลินหยาหาได้ใส่ใจคำเชื้อเชิญนั้นไม่ นางเพียงพ่นลมหายใจเบา ๆ อย่างนึกรำคาญใจ ก่อนจะก้าวเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและสง่างาม โดยมีจางกงกงที่ส่งประกายตาพึงใจแวบหนึ่งเดินตามไปติด ๆ ทิ้งให้ความหนาวเหน็บแห่งเหมันต์ฤดูและความเงียบงันอยู่เบื้องหลัง ขณะที่คนขับรถม้าอย่างจางทังได้แต่สูดลมหายใจลึก เตรียมรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นภายในหอประมูลแห่งนี้

           ย่อสรุปเหตุการณ์ : การเดินทางหลายสิบวันพาหลินหยาและจางกงกง และจางทังมาจนถึงเมืองตงอู่ เพื่อที่จะมาที่หอประมูล และตอนนี้หลินหยาและจางกงกงและจางทังก็เข้าหอประมูลได้เป็นที่เรียบร้อย

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-16 01:23
โพสต์ 53172 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-14 07:27
โพสต์ 53,172 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] ความชั่ว +15 คุณธรรม +15 ความโหด จาก ชุดทิวาเมฆาล่อง   โพสต์ 2026-1-14 07:27
โพสต์ 53,172 ไบต์และได้รับ +6 EXP [ถูกบล็อค] ความชั่ว +10 คุณธรรม +6 ความโหด จาก รองเท้าหยุนเวย  โพสต์ 2026-1-14 07:27
โพสต์ 53,172 ไบต์และได้รับ [ถูกบล็อค] ความชั่ว +10 คุณธรรม จาก โล่ไม้  โพสต์ 2026-1-14 07:27
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-1-20 10:37:05 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ 10 เดือน 11 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 11
เริ่มต้น ยามซื่อ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองตงอู่ จักรวรรดิต้าฮั่น

ไอเย็นจัดแห่งเหมันต์ฤดูยังคงแทรกซึมผ่านทุกรอยต่อของอาคารหินมหึมา ทว่าภายในห้องรับรองชั้นในของหอประมูลเฉียนคุนกลับถูกทำให้อุ่นขึ้นด้วยเตาถ่านก้อนโตที่ส่งกลิ่นถ่านไม้อ่อน ๆ หลินหยาในอาภรณ์สีม่วงอ่อนนุ่มละมุนขยับกายอย่างสง่างาม นางก้าวเดินไปยังโต๊ะไม้แกะสลักเพื่อลงนามในทะเบียนผู้เข้าร่วมประมูล ท่ามกลางสายตาของผู้คุมกฎที่ยังคงจับจ้องด้วยความยำเกรงในบารมีของเศรษฐีนีสกุลหลิน


มือเรียวบางจรดพู่กันลงบนแผ่นกระดาษชั้นดี แม้ในใจจะหวั่นวิตกกับลายมือที่มักถูกคัดค้านว่าไก่เมายาบ้าตกโอ่งตายของตน แต่นางก็จงใจตวัดลายเส้นให้ดูหวัดและทรงพลังที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรักษาภาพลักษณ์สตรีผู้มีความรู้ลึกซึ้ง 


ทว่าในจังหวะที่น้ำหมึกยังไม่ทันแห้งสนิท เสียงทักทายที่คุ้นหูอย่างประหลาดก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง “แม่นางน้อย... นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเจ้าจริง ๆ!”


หลินหยาชะงักเพียงวูบเดียว ก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งดุจผิวน้ำในสระเหมันต์ นางค่อย ๆ หันกลับไปมอง พบกับบุรุษวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีน้ำตาลทองผู้หนึ่ง เขาคือลูกค้าประจำจากหอว่านหงเหรินที่ฉางอัน ผู้ที่เคยนั่งฟังนางดีดพิณและบรรเลงบทเพลงแปลกหูในฐานะเด็กฝึกหัด “ข้าก็นึกสงสัยอยู่ตั้งนานว่าเหตุใดเด็กฝึกหัดที่หอว่านหงเหรินถึงได้ดูงดงามและรู้หนังสือแจ่มแจ้งนัก” บุรุษผู้นั้นหัวเราะร่าด้วยความดีใจที่ได้เจอคนคุ้นเคย “ที่แท้เจ้าก็คือคุณหนูผู้มั่งคั่งแอบหนีออกมาเที่ยวเล่นประชดทางบ้านหรอกหรือนี่ มิน่าเล่า ท่าทางของเจ้าถึงได้สูงส่งผิดจากผู้อื่นนัก”


คำพูดที่ดูเหมือนจะช่วยส่งเสริมฐานะกำมะลอของนางนั้น กลับกลายเป็นน้ำมันชั้นดีที่ราดลงบนกองไฟแห่งความหึงหวงที่คุโชนอยู่ข้างกาย จางกงกงในคราบบัณฑิตหน้าหยกยืนนิ่งสนิท ทว่ารัศมีอำนาจและกลิ่นอายอสรพิษเงามืดกลับแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในห้องรับรองลดอุณหภูมิลงจนหนาวเหน็บกว่าภายนอก ปลายนิ้วที่ถือพัดพับสั่นระริกเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังบุรุษผู้ถือวิสาสะทักทายเสี่ยวหยาของเขาอย่างไม่ลดละ


จางทังที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบก้มหน้าลงต่ำ เขาแสร้งทำเป็นตรวจสอบรอยเปื้อนบนชายผ้าคลุม แต่ในใจกลับก่นด่าโชคชะตาที่ส่งคนรู้จักเก่าของหลินหยามาในยามนี้ เขาขยับกายเล็กน้อย เตรียมพร้อมที่จะเข้าแทรกแซงหากอสรพิษข้างกายทนไม่ไหวจนลงมือสังหารคนต่อหน้าสาธารณชน


หลินหยาเห็นท่าไม่ดี นางรีบวางพู่กันแล้วขยับเข้าไปใกล้จางกงกง มือเรียวเล็กเอื้อมไปกุมมือหนาของเขาไว้แน่น นางหันไปยิ้มบาง ๆ ให้กับคนรู้จักเก่าด้วยท่าทีหยิ่งยโสตามบทบาทที่สวมอยู่


“คำนับท่านชาย ในตอนนั้นข้าเพียงแต่เบื่อหน่ายจริยธรรมเคร่งครัดที่บ้าน จึงแอบหนีออกมาหาประสบการณ์ชั่วคราวตามประสาเด็กซนเท่านั้น” นางเอ่ยเสียงเรียบพลางบีบมือจางกงกงเบาๆ เพื่อเรียกสติ 


ไอเย็นจากเครื่องเรือนไม้แกะสลักในโถงรับรองดูจะจืดชืดไปถนัดตา เมื่อเทียบกับรังสีคุกคามที่แผ่ออกมาจากร่างของบัณฑิตผู้ติดตาม ที่ยืนเบื้องหลังคุณหนูสกุลหลิน หลินหยาสัมผัสได้ถึงแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านของคนรักผ่านปลายนิ้วที่สั่นเทาของเขา นางจึงขยับพัดในมือบังใบหน้าครึ่งหนึ่งพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโสที่เลียนแบบมาจากท่าทางของจงฉางชื่ออย่างไม่มีผิดเพี้ยน 


“ทว่าตอนนี้ข้ามีคนดูแล ที่เข้มงวดและเอาใจยากยิ่งกว่าท่านปู่และท่านพ่อหลายเท่านัก หากท่านยังมัวแต่รำลึกความหลังไม่เลิกรา ข้าเกรงว่าบัณฑิตผู้ติดตามของข้าอาจจะลืมเลือนจรรยาบรรณ แล้วลงมือสั่งสอนท่านข้อหาล่วงเกินสตรีของเขาก็เป็นได้นะเจ้าคะ”


จางกงกงในคราบบัณฑิตผู้ติดตามก้มมองมือเล็กที่เอื้อมมาบีบมือเขาไว้ใต้แขนเสื้ออย่างสื่อความหมาย แววตาคมกริบที่เคยวาวโรจน์ด้วยปราณอสรพิษเริ่มอ่อนแสงลงเพียงชั่วครู่ เขาหุบพัดในมือดัง ฉับ ก่อนจะก้าวขึ้นมาขวางกลางระหว่างหลินหยากับบุรุษผู้นั้น บดบังทัศนียภาพทั้งหมดด้วยแผ่นหลังกว้างในชุดผ้าเนื้อนุ่มสีอ่อนที่ดูสะอาดตา แม้ท่วงท่าจะดูสงบเสงี่ยมเยี่ยงผู้มีความรู้ ทว่ากลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมากลับเข้มข้นจนอากาศรอบข้างเย็นเยียบยิ่งกว่าเหมันต์ฤดูด้านนอก


“คุณหนูหลินกล่าวได้ถูกต้องแล้ว” เขาเอ่ยเสียงเรียบต่ำทว่าแฝงคำขู่ที่ทำให้คนฟังถึงกับเสียวสันหลังวาบ “ท่านควรไปจัดการธุระของท่านเสียก่อนที่บัณฑิตเช่นข้าจะทนเห็นความไร้มารยาทของท่านที่มีต่อเจ้านายข้าไม่ไหว... ข้ามิชอบให้ผู้ใดจ้องมองคุณหนูของข้านานเกินควร”


หลินหยาเห็นสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จึงคลี่พัดออกกว้างแล้วหัวเราะเบา ๆ เสียงใสประดุจกระดิ่งลม นางก้าวออกมาด้านหน้าบัณฑิตหน้าหยกของตน พลางเอ่ยกับบุรุษตรงหน้าด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโสทว่าแฝงความรื่นเริงแบบคนมีทรัพย์


“ท่านก็อย่าไปถือสาบัณฑิตของข้าเลยเจ้าค่ะ เขาค่อนข้างจะหวงระเบียบจัดไปเสียหน่อย” หลินหยาเอ่ยพลางปัดมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ “อันที่จริง วันนี้ข้าตั้งใจมาหาเรื่องสนุก ๆ ทำเสียหน่อย ได้ยินว่าหอประมูลแห่งนี้มีแต่ของแปลกตาที่หาซื้อไม่ได้ทั่วไป ช่วงนี้ที่คฤหาสน์ข้าช่างเงียบเหงา เงินทองที่เก็บไว้ในคลังก็ล้นจนแทบไม่มีที่เดิน ข้าเลยกะว่าจะมาประมูลของเล่น ๆ สักชิ้นสองชิ้นพอให้กระเป๋าเบาลงบ้างน่ะเจ้าค่ะ”


บุรุษผู้นั้นได้ยินความอวดร่ำอวดรวยที่แสนเป็นธรรมชาติของนางก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ แววตาที่เคยสงสัยกลับกลายเป็นความเลื่อมใสในบารมีของเศรษฐีนีหนุ่มผู้นี้ทันที


“โอ้! ที่แท้คุณหนูหลินก็เป็นยอดสตรีผู้กว้างขวางปานนี้เชียวหรือ” เขาเอ่ยพลางประสานมืออย่างนอบน้อม “ช่างประจวบเหมาะนัก ข้าเองก็เป็นลูกค้าประจำของที่นี่ หากคุณหนูหลินต้องการทราบว่าชิ้นไหนควรค่าแก่การลงเงิน หรืออยากจะเข้าพบนายใหญ่ของหอประมูลเพื่อเจรจาพิเศษ ข้าพอจะมีช่องทางแนะนำให้ท่านได้บ้างนะเจ้าคะ” สิ้นคำนั้นหลินหยาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นสนใจพลางขยับไปใกล้บุรุษผู้นั้นอีกนิดอย่างเนียน ๆ เพื่อสร้างพันธมิตร


“จริงหรือเจ้าคะ? ข้าล่ะเบื่อพวกของเลียนแบบเต็มทน หากท่านช่วยให้ข้าได้เจอคนที่มีอำนาจตัดสินใจจริง ๆ หรือแนะนำของชิ้นที่น่าสนใจในวันนี้ให้ข้าได้ ข้าคงต้องตบรางวัลให้ท่านอย่างงามทีเดียว”


จางกงกงที่ยืนอยู่เบื้องหลังขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน แววหวงแหนพุ่งพล่านเมื่อเห็นนางทำท่าทางสนิทสนมกับชายอื่นเพื่อผลของงาน เขาขยับผ้าคลุมบนไหล่นางให้เข้าที่อย่างถือสิทธิ์ พร้อมส่งสายตาเย็นเยียบกดดันบุรุษผู้นั้นจนต้องรีบถอยห่างออกมาครึ่งก้าว ในนขณะที่จางทังที่ซุ่มดูอยู่ไม่ไกลในคราบสารถีผู้สงบเสงี่ยม ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีพลางพึมพำกับม้าคู่ใจ


“เนียนเสียจนข้าแยกไม่ออกแล้วว่านางคือแม่ค้าหรือสตรีจอมปลอมกันแน่... ส่วนเจ้าคนข้างหลังนั่น หากไม่เกรงใจว่าอยู่ในดงศัตรู ป่านนี้หอประมูลคงได้กลายเป็นบ่อเลือดอสรพิษไปแล้วแน่ ๆ”

           ย่อสรุปเหตุการณ์ : อีเว้นท์พิเศษเจอคนรู้จักเก่าแต่หลินหยาเนียนสร้างเป็นมิตรแทนเพื่อหาทางเข้าหาขุนนางไฉ่หลิน

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 36730 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-20 10:37
โพสต์ 36,730 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +15 เกียรติยศ +15 ความศรัทธา จาก ชุดทิวาเมฆาล่อง   โพสต์ 2026-1-20 10:37
โพสต์ 36,730 ไบต์และได้รับ +6 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ +6 ความศรัทธา จาก รองเท้าหยุนเวย  โพสต์ 2026-1-20 10:37
โพสต์ 36,730 ไบต์และได้รับ [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ จาก โล่ไม้  โพสต์ 2026-1-20 10:37
โพสต์ 36,730 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +5 เกียรติยศ จาก วาสนาเซียน  โพสต์ 2026-1-20 10:37
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-1-23 23:30:01 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ 11 เดือน 11 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 11
เริ่มต้น ยามซื่อ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองตงอู่ จักรวรรดิต้าฮั่น

           ไอเย็นเจือกลิ่นหิมะจาง ๆ ลอยลอดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลัก ภายในห้องรับรองส่วนตัวของหอประมูลเฉียนคุนที่ดูสงบเงียบทว่าอัดแน่นไปด้วยกระแสกดดัน หลินหยานั่งจ้องม้วนรายการสินค้าที่จะถูกนำขึ้นประมูลในค่ำคืนนี้ ดวงตาสีน้ำตาลมะพร้าวอ่อนของนางหรี่ลงเมื่อเห็นรายชื่อสตรีงามจากภาคใต้ที่จะถูกนำมาประมูลประหนึ่งสิ่งของ


           หลินหยาเหลือบมองจางกงกงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าคมคายในคราบบัณฑิตหน้าหยกนั้นยังคงเรียบเฉย ทว่านิ้วเรียวยาวที่เคาะลงบนโต๊ะไม้แดงเป็นจังหวะสม่ำเสมอนั้นบ่งบอกว่าเขากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก หลินหยาเม้มปากเล็กน้อย ความคิดหนึ่งที่แสนบ้าคลั่งทว่าดูจะเข้าถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุดแล่นเข้ามาในหัว “ท่าน… เจ้าคะ...” หลินหยาเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงออดอ้อนติดจะกังวลเล็กน้อยตามนิสัย


           จางกงกงเลิกคิ้วขึ้น ดวงตาคมกริบที่มักแฝงประกายพึงพอใจยามมองนางขยับมาสบตาด้วยความสนใจ “ว่าอย่างไรเสี่ยวหยา เจ้าพบสิ่งใดแปลกไปในรายการนั้นหรือ?” สิ้นคำหลินหยาขยับตัวเข้าไปใกล้เขา แสร้งทำเป็นกระซิบกระซาบเพื่อให้ดูสมจริงในสถานการณ์ที่อาจมีหูตาอยู่รอบด้าน “ข้าคิดแผนการหนึ่งออกเจ้าค่ะ... หากเราต้องการเข้าถึงตัวไฉ่หลินให้เงียบเชียบและใกล้ชิดที่สุด บางทีเราอาจต้องเปลี่ยนหมากเล็กน้อย”


           นางเว้นวรรคชั่วครู่ สังเกตปฏิกิริยาของอสรพิษตรงหน้าก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้อากาศในห้องพลันหยุดหมุน “จะเป็นอย่างไรไหมเจ้าคะ... หากท่านแสร้งเป็นผู้นำสตรีงามมาขาย และสินค้าประมูลที่โดดเด่นที่สุดในค่ำคืนนี้... คือข้าเอง?” นางยังเอ่ยไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ ดวงตาที่เคยนิ่งสงบของจางกงกงก็วาวโรจน์ขึ้นมาในทันใด พัดในมือที่เคยขยับช้า ๆ ถูกกำแน่นจนปลายนิ้วขึ้นสีขาวซีด


           “เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เสียงของเขาทุ้มต่ำและสั่นพร่าด้วยโทสะที่เริ่มก่อตัว ประหนึ่งฟ้าร้องเตือนก่อนพายุใหญ่จะมาถึง 


           “ข้าเพียงคิดว่า... ถ้าข้าถูกประมูลเข้าไปในกลุ่มสตรีของเขา ข้าจะสืบเรื่องเอกสารลับได้ง่ายขึ้นมากเข้าถึงตัวไฉ่หลินได้มากกว่า” หลินหยาพยายามอธิบายอย่างใจเย็น ทว่าในใจเริ่มรู้สึกถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ตรงหน้า “ข้ามีไหวพริบพอที่จะเอาตัวรอด และท่านเองก็คอยประกบข้าอยู่ไม่ห่างมิใช่หรือเจ้าคะ?” ทว่าคำตอบที่นางได้รับกลับไม่ใช่การโต้เถียงด้วยเหตุผล แต่วินาทีถัดมา จอกชาในมือเขาก็ร้าวละเอียดคามือจนน้ำชาหกนอง จางกงกงลุกขึ้นยืนช้า ๆ ปราณอสรพิษเงามืดพลุ่งพล่านออกมาจนเงาของเขาดูน่าสะพรึงกลัวดุจปีศาจจากขุมนรก


           มือแกร่งของเขาคว้าหมับเข้าที่ไหล่บางแล้วบีบแน่นจนหลินหยาต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ เขาจ้องมองนางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจะเสียสิ่งที่หวงแหนที่สุดในชีวิตไป รังสีอำนาจที่รุนแรงและมืดมนนั้นทำให้หลินหยาใจสั่นวาบ นางไม่เคยเห็นเขาตกอยู่ในห้วงแห่งความหวาดกลัวที่แปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงถึงเพียงนี้มาก่อน นี่ไม่ใช่แค่ความหึงหวง แต่มันคือสัญชาตญาณของการปกป้องที่บิดเบี้ยวและแตกสลาย


           “หากเจ้ากล้าก้าวขึ้นบนแท่นประมูลนั่นแม้เพียงครึ่งก้าว ข้าจะสั่งให้คนของข้าเผาหอประมูลนี่ทิ้งเสีย” เขาคำรามพลางโน้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกชนกัน “ข้าจะควักลูกตาของทุกคนที่มองเจ้า และตัดลิ้นทุกคนที่กล้าเอ่ยราคาสตรีของข้า เจ้าคิดว่าข้าจะทนเห็นเจ้าอยู่ในมือผู้อื่นได้งั้นหรือ”


           คำนั้นทำให้หลินหยาตกใจจนหน้าซีดเผือด นางเพิ่งตระหนักว่าแผนการที่คิดว่าแนบเนียนกลับไปสะกิดเอาความหวาดกลัวลึก ๆ ในใจของอสรพิษตนนี้เข้าอย่างจัง นางรีบโผเข้ากอดร่างที่สั่นเทิ้มด้วยโทสะของเขาไว้แน่น ซบหน้าลงกับแผงอกกว้างที่สะท้อนแรงใจที่เต้นระรัวราวกับพายุ “ขะ… ข้าขอโทษเจ้าค่ะ ท่าน… ท่านใจเย็น ๆ ก่อน ข้าผิดไปแล้ว ข้าขอโทษเจ้าค่ะ” หลินหยาเอ่ยเสียงสั่นเครือพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น หวังให้ความอบอุ่นของนางช่วยดับไฟแค้นในใจเขา 


           “ข้าจะไม่เสี่ยงเช่นนี้อีก ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ข้าจะไม่อยู่ห่างจากสายตาท่านแม้เพียงก้าวเดียว... ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านต้องเป็นเช่นนี้” นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาเป็นกังวน สื่อถึงความจริงใจและการยอมจำนนต่อความรักที่ห่วงใยอย่างยิ่งยวด  “ท่านมองข้าสิเจ้าคะ ข้ายังอยู่ตรงนี้... ข้าเป็นของท่านคนเดียว รอยที่ท่านทำไว้ข้ายังซ่อนมันไว้อย่างดีไม่มีใครได้เห็น ข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องข้าเด็ดขาด ข้าสัญญาเจ้าค่ะ”


           จางกงกงนั้นนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ลมหายใจที่เคยกระหืดกระหอบค่อย ๆ สงบลงภายใต้อ้อมกอดและคำสัญญาของนาง ปราณอสรพิษเริ่มหดกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างเชื่องช้า เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางรวบร่างบางของหลินหยาขึ้นมานั่งบนตัก โอบรัดนางไว้แน่นราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไปกับอากาศเหมันต์ฤดู


           “อย่าพูดเช่นนั้นอีก...” เขาพึมพำชิดขมับนาง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและอ้อนวอน “หัวใจข้าไม่แข็งแรงพอจะรับฟังเรื่องที่เจ้าจะจากไปสู่มือผู้อื่นได้หรอกเสี่ยวหยา... ต่อให้ต้องล้มกระดานแผนการทั้งหมด ข้าก็ไม่มีวันปล่อยเจ้าไป”


           จางทังที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูห้องพักถอนหายใจยาวพลางมองท้องฟ้าที่หิมะเริ่มโปรยปราย “อสรพิษที่ถูกถอดเขี้ยวด้วยความรัก... ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากนัก แต่ข้าล่ะกลัวจริง ๆ ว่าหากนางเอ่ยเช่นนั้นอีกครั้ง หอประมูลเฉียนคุนคงได้กลายเป็นสุสานคนเป็นแน่ ๆ” เขากระซิบกับลมหนาวอย่างอ่อนใจ


           ในขณะเดียวกันไอเย็นจากหิมะด้านนอกดูจะจืดชืดไปถนัดตาเมื่อเทียบกับไออุ่นที่สอดประสานกันอยู่ภายในห้องพักรับรอง หลินหยายังคงซุกหน้าลงกับแผงอกกว้างที่บัดนี้เริ่มกลับมาเต้นในจังหวะที่สม่ำเสมอขึ้น แม้นางจะตกใจกับโทสะที่รุนแรงประดุจพายุคลั่งก่อนหน้า แต่เมื่อได้ยินเสียงกระซิบอันสั่นพร่าด้วยความเหนื่อยล้าของจางกงกง หัวใจของนางกลับพองโตด้วยความรู้สึกบางอย่างที่หยั่งรากลึกยิ่งกว่าเดิม


           นางค่อย ๆ ผละใบหน้าออกมาเล็กน้อยเพื่อมองสบตาคู่คมที่บัดนี้เต็มไปด้วยแวววิงวอนและร่องรอยของความกลัวที่ฝังลึก หลินหยาไม่ได้หวาดเกรงในปราณอสรพิษที่เพิ่งสงบลง แต่นางกลับยิ้มออกมาบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่อ่อนหวานและเต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างที่สุด นางใช้สองมือประคองใบหน้าขาวซีดของเขาไว้ด้วยความทะนุถนอม ก่อนจะซบหน้าผากลงกับหน้าผากของเขาอย่างปลอบประโลม “ข้าโง่นักที่นึกไปว่ามันเป็นเพียงแผนการที่ยอดเยี่ยม...” นางพึมพำเสียงเบาแต่หนักแน่น “ข้าไม่รู้เลยว่าการเห็นข้าอยู่ไกลสายตาจะทำให้ท่านเจ็บปวดถึงเพียงนี้ ข้าขอโทษนะเจ้าคะที่มองข้ามความรู้สึกของท่านไป”


           หลินหยาหลับตาลง สูดดมกลิ่นอายที่คุ้นเคยจากตัวเขาราวกับจะย้ำเตือนสติของทั้งคู่ นางรู้สึกได้ถึงอ้อมกอดที่รัดแน่นขึ้นจนร่างของนางแทบจะหลอมรวมไปกับอาภรณ์สีนุ่มของบัณฑิตหน้าหยก ความหวงแหนที่บ้าคลั่งและความหวาดกลัวที่เขาเพิ่งแสดงออกมานั้น หากเป็นสตรีอื่นคงเตลิดหนีด้วยความหวาดผวา แต่สำหรับหลินหยา นางกลับเห็นแก่นแท้ของความรักในแบบของชายที่ชื่อจาง ห่าวหมิง มันคือความรักที่แลกมาด้วยหยาดเลือดและอดีตอันขมขื่น ความรักที่ทำให้คนเย็นชาดุจน้ำแข็งต้องรุ่มร้อนด้วยความกังวลจนแทบเสียสติ


           “ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะว่าท่านรักข้ามากเพียงใด...” นางเอ่ยพลางกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก “ความกลัวของท่านคือความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ข้าเคยได้รับ ข้าสัญญาว่าจะไม่ใช้ชีวิตของข้ามาล้อเล่นกับหัวใจของท่านอีก ต่อให้แผนการนี้จะล้มครืนหรือต้องใช้ทางที่ยากลำบากกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า ข้าก็จะทำมันไปพร้อมกับท่าน... โดยไม่ยอมให้ท่านต้องปล่อยมือจากข้าแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว”


           จางกงกงที่ได้ยินคำมั่นนั้นถึงกับถอนหายใจยาวออกมาอย่างหมดแรงพยศ เขาซุกใบหน้าลงกับไหล่บาง สูดดมกลิ่นไม้กฤษณาจาง ๆ จากตัวนางเพื่อสงบจิตใจ


           “เจ้ามันตัวแสบเสี่ยวหยา...” เขาพึมพำชิดซอกคอด้วยน้ำเสียงที่เริ่มกลับมามีความขี้หวงแฝงอยู่เช่นเดิม “เจ้าทำให้ข้าคลั่งจนเกือบจะฆ่าคนทั้งหอประมูลทิ้ง แล้วก็มาทำให้ข้ากลายเป็นคนขี้ขลาดที่ไม่อยากเสียเจ้าไปแม้แต่ปลายนิ้ว... จำคำเจ้าไว้ให้ดี หากเจ้าผิดคำสัญญา ข้าจะขังเจ้าไว้ในหอคอยที่ลึกที่สุด ไม่ให้แสงตะวันหรือสายลมใดได้เห็นหน้าเจ้าอีกเลย นอกจากข้าเพียงผู้เดียว”


           คำนั้นทำให้หลินหยาหัวเราะเบา ๆ อย่างพึงพอใจ นางรู้ดีว่านี่คือคำขู่ที่เต็มไปด้วยความเสน่หา “เจ้าค่ะ... ข้าจะเป็นแมวซนในกรงทองของท่านแต่เพียงผู้เดียว ดีหรือไม่เจ้าคะ?”


           ในขณะเดียวกันจางทังที่ยืนพิงประตูอยู่ด้านนอกหอประมูล ถึงกับต้องยกมือขึ้นนวดขมับเมื่อสัมผัสได้ว่าบรรยากาศกดดันภายในห้องเปลี่ยนเป็นมวลความหวานที่น่าขนลุก เขามองหิมะที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ พลางบ่นกับตัวเอง “เจ้าอสรพิษนั่นถูกกล่อมจนเชื่องเสียแล้ว... เห็นทีข้าต้องรีบไปสืบหาเส้นทางอื่นแทนการประมูลสตรีงามนี่เสียแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นหากแผนเดิมล่มเพราะคนขี้หวง ข้าคงได้กลายเป็นสารถีที่ต้องขับรถม้าวนรอบเมืองตงอู่ไปจนถึงเช้าแน่ ๆ”


           เมื่อหลินหยาขยับกายออกจากอ้อมกอดของจางกงกง นางจัดแจงอาภรณ์สีชมพูอ่อนให้เข้าที่พลางแสร้งทำสีหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งนายหญิงผู้ทรงอำนาจ ก่อนจะเอ่ยเรียกคนที่ซุ่มอยู่ด้านนอกด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้ดูเย่อหยิ่งเล็กน้อย 


          “เจ้าคนขับรถม้า! เข้ามาด้านในนี้ที ข้ามีธุระจะหารือ”


           สิ้นคำสั่ง ประตูไม้แกะสลักก็ถูกผลักออกเบา ๆ จางทังก้าวเข้ามาด้วยท่าทางสงบนิ่งในชุดสารถี ทว่าแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความระอาที่ปิดไม่มิด เขาประสานมือคารวะตามบทบาทแต่พึมพำลอดไรฟันพอให้ได้ยินกันสามคน “ข้ามิใช่คนขับรถม้าธรรมดาเสียหน่อย...”


           หลินหยาหัวเราะคิกคักพลางเดินวนรอบตัวท่านจางทังหนึ่งรอบ ดวงตาสีน้ำตาลมะพร้าวอ่อนของนางเปล่งประกายเจ้าเล่ห์ขณะพิจารณาใบหน้าคมคายของตุลาการหนุ่ม “ท่านจางทังเจ้าคะ... ข้าพิจารณาดูแล้ว ท่านเองก็มีเครื่องหน้าสละสลวยไม่เบา ผิวพรรณก็หมดจด หากเราจะเปลี่ยนแผนจากให้ข้าขึ้นแท่นประมูล เป็นให้ท่านแต่งกายเป็นสตรี เข้าไปแทน... บางทีไฉ่หลินอาจจะติดกับก็ได้นะเจ้าคะ?”


           “ไม่มีวัน!” จางทังโพล่งออกมาเสียงแข็ง ใบหน้าคมคายขึ้นสีระเรื่อด้วยความอับอายผสมโทสะ “ข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่ ให้ข้าไปบุกเดี่ยวกลางดงโจรยังง่ายเสียกว่าจะให้สวมชุดสตรีปักลายนกยูงพวกนั้นอย่าหมายเลยแม่นางน้อย”


           หลินหยาหน้ามุ่ยเล็กน้อยก่อนจะหันไปหาที่พึ่งสุดท้าย นางส่งสายตาออดอ้อนไปยังจางกงกงที่นั่งจิบชาอยู่ “แล้วท่านล่ะเจ้าคะจางกงกง... ท่านหน้าสวยกว่าท่านจางทังเสียอีก หากท่านยอมเสียสละ...”


           “ไม่มีวัน!/ไม่มีทาง” ครั้งนี้เป็นเสียงคำรามที่ดังประสานกันอย่างพร้อมเพรียงจนแจกันดอกไม้สั่นกึก จางกงกงวางจอกชาลงพลางถลึงตาใส่นางอย่างเอาเรื่อง ส่วนจางทังก็ได้แต่กอดอกสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง หลินหยายกมือขึ้นปิดหูพลางหัวเราะร่าอย่างชอบใจที่ปั่นหัวบุรุษผู้แข็งแกร่งทั้งสองได้พร้อมกัน


           “เอาเถอะ ๆ ในเมื่อพวกท่านรักศักดิ์ศรีกันยิ่งชีวิตถึงเพียงนี้...” หลินหยาปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น นางขยับผ้าคลุมไหล่และดึงความสง่างามของเศรษฐีนีสกุลหลินออกมา “เช่นนั้นเราก็คงต้องใช้เงินฟาดหัวพวกมันให้เปิดทาง ในฐานะที่ข้าคือคหบดีหน้าเลือดผู้มั่งคั่ง ข้าจะทำให้คนทั้งหอประมูลต้องจดจำชื่อของสกุลหลิน และทำให้นายใหญ่ของที่นี่ต้องยอมสยบเพื่อเชิญข้าเข้าพบด้วยตัวเอง”


           เมื่อข้อสรุปเป็นที่ยุติ ร่างทั้งสามก็เคลื่อนตัวออกจากห้องรับรองมุ่งหน้าสู่โถงประมูลหลัก เสียงระฆังเงินใบเล็กดังเหง่งหง่างเป็นสัญญาณเริ่มต้นการประมูลครั้งสำคัญ แสงโคมระย้าประดับอัญมณีส่องประกายวับแวมล้อกับอากาศที่เริ่มร้อนระอุด้วยแรงปรารถนาของผู้คนด้านล่าง หลินหยาก้าวเข้าสู่ที่นั่งชั้นพิเศษซึ่งถูกกั้นด้วยม่านมุกหรูหรา นางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างมั่นคง โดยมีบัณฑิตหน้าหยกยืนขนาบข้างประดุจเงาตามตัว และสารถีหนุ่มที่คอยคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง ม่านเวทีขนาดมหึมาขยับไหวช้า ๆ ก่อนที่เถ้าแก่ผู้ดำเนินการประมูลจะก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มละโมบ


           “ยินดีต้อนรับเหล่านายท่านสู่ค่ำคืนแห่งเฉียนคุน! สินค้าชิ้นแรกในค่ำคืนเหมันต์นี้... คือ…!!!”

           ย่อสรุปเหตุการณ์ : หลินหยาเสนอแผนเสี่ยงโดยยอมถูกประมูลเพื่อสืบข่าว ทำเอาจางกงกงโกรธจัดและหวงหนักถึงขั้นขู่เผาหอประมูลทิ้ง หลินหยาจึงต้องรีบง้อและสัญญาว่าจะไม่ห่างไปไหนเด็ดขาเพราะจางกงกงแม่งขี้หึง และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทั้งหมดจึงเปลี่ยนแผนจากการเอาตัวเข้าแลก มาเป็นการใช้เงินหรือทำยังไงก็ได้เพื่อให้ไฉ่หลินสนใจและจับกุมคนในหอประมูลเสีย!!!! (เป้าหมายเราคือต้องจับไฉ่หลินเข้าคุก!)

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

แสดงความคิดเห็น

ทำไมเป็นไอ้เหี้ยนี้!!!  โพสต์ 2026-1-24 14:06
หากชนะจะจับกุมไฉ่หลินสำเร็จ จางทังแยกตัวจากปาร์ตี้ คุมตัวไฉ่หลินกลับนครหลวง (จบภารกิจ)  โพสต์ 2026-1-24 13:41
เผชิญหน้ากับไฉ่หลิน แต่อีกฝ่ายเตรียมการป้องกันมารัดกุม ก่อนมีองครักษลับของเขาปรากฎตัวออกมา สู้ดันเจี้ยน ขุนนางฝ่ายซ้ายไฉ่หลิน  โพสต์ 2026-1-24 13:40
ทั้งสามรีบเร่งรุดไปดักตรงจุดรับสินค้า ก่อนเห็นคนดูภูมิฐาน อายุราว 35 ปี ในชุดลึกลับ https://iili.io/f6BGXvp.webp  โพสต์ 2026-1-24 13:40
ดูเหมือนการประมูลครานี้จะมีคนลึกลับจากชุ้มวีไอพีเหมาหมด พวกเขาคิดว่าอาจจะเป็นไฉ่หลิน  โพสต์ 2026-1-24 13:39
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-1-26 20:16:37 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinYa เมื่อ 2026-1-26 20:18

อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ 20 เดือน 11 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 11
เริ่มต้น ยามซื่อ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองตงอู่ จักรวรรดิต้าฮั่น

              ไอเย็นจัดแห่งเหมันต์ฤดูโชยผ่านระเบียงไม้เงียบสงัดของหอประมูลเฉียนคุน เมื่อแสงโคมไฟสลัวลงและเสียงเคาะค้อนสุดท้ายสิ้นสุดลง หลินหยาในชุดไหมสีม่วงอ่อนสะกดสายตา พร้อมด้วยจางกงกงและจางทังก็เร่งรุดผ่านเงามืดไปยังจุดรับสินค้าลับหลังหอประมูล ทันทีที่ก้าวพ้นหัวมุมทางเดินไม้ พวกเขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเผชิญหน้ากับร่างสูงสง่าที่ยืนรอนิ่งประดุจรูปสลัก


              เบื้องหน้าคือไฉ่หลิน อดีตขุนนางฝ่ายซ้ายผู้มีอำนาจล้นฟ้า เขาสวมอาภรณ์สีดำขลับปักลายเมฆาคลุมทับด้วยฮู้ดลึกลับ เส้นผมสีเงินสว่างโดดเด่นตัดกับความมืดของราตรี ใบหน้าของเขาหล่อเหลาและเรียบเนียนผิดกับวัยสามสิบห้าปี ดวงตาคมกริบเย็นเยียบและรอยสักสีแดงประหลาดกึ่งกลางหน้าผากขับเน้นราศีของบัณฑิตชั้นสูงผู้ทรงอิทธิพล



              “เหอะ... คนอะไรหัวขาวโพลนอย่างกับคนแก่” หลินหยาพึมพำพลางทำหน้าแหยะ ๆ ด้วยความไม่ชอบใจอย่างปิดไม่มิด นางกำขลุ่ยไม้ในมือแน่นเตรียมพร้อมรับมือคนตรงหน้า


              “ไฉ่หลิน... ถึงเวลาที่ท่านต้องไปรับการตัดสินในศาลของข้าแล้ว” จางทังเอ่ยเสียงเรียบพลางกระชับกระบี่หักธรรม 


              ทว่าไฉ่หลินกลับหัวเราะในลำคอแผ่วเบา สายตาที่มองจางกงกงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและรังเกียจราวกับมองกองมูล “ถิงเว่ย… และ… หึ ขันทีโสโครกอย่างพวกเจ้า คิดจะใช้มือสกปรกแตะต้องตัวข้าหรือ?” ไฉ่หลินเอ่ยพลางสะบัดมือเบา ๆ “หากคิดว่าจะจับกุมข้าได้โดยง่าย... ก็ลองดู” สิ้นคำกล่าว องครักษ์ลับในชุดเกราะทมิฬกว่ายี่สิบคนก็ทะยานออกมาจากเงามืดล้อมทั้งสามไว้ทันที 


              การตะลุมบอนเริ่มต้นขึ้นอย่างดุดัน จางทังวาดกระบี่เหล็กดำประดุจพยัคฆ์คำรามเข้าปะทะกับศัตรูอย่างไม่ยอมหัก ขณะที่หลินหยาเคลื่อนไหวประดุจภูตพราย ใช้ขลุ่ยไม้ฟาดเข้าจุดตายขององครักษ์จนล้มระเนระนาด 


              ทว่าเป้าหมายหลักขององครักษ์เหล่านี้คือจางกงกงและหลินหยา ไฉ่หลินสั่งให้เน้นโจมตีอสรพิษเงามืดหวังกำจัดตัวมลทินแสนกาลกิณีของราชสำนักให้สิ้นซาก คมดาบและหอกพุ่งเข้าหาหลินหยาจากทุกทิศทาง จางกงกงไม่รอช้า เขาใช้ออกด้วยปราณอสรพิษเงามืดพุ่งเข้าขวางหน้าหลินหยาไว้ทุกฝีก้าว แม้เขาจะสามารถสังหารศัตรูได้ในพริบตา แต่ด้วยความหวงและห่วงที่มีต่อเสี่ยวหยาของเขา ทำให้เขาต้องรับคมดาบแทนหลายครั้งจนอาภรณ์สีอ่อนชุ่มไปด้วยเลือด


              “จางกงกง! ข้าสู้เองได้นะเจ้าคะ!” หลินหยาตะโกนขึ้นเมื่อเห็นบาดแผลลึกที่แขนของเขา


              “อยู่ด้านหลังข้า... อย่าให้เลือดโสโครกพวกนี้กระเด็นใส่เจ้า” จางกงกงกระซิบเสียงพร่า แม้จะบาดเจ็บหนักที่สุดในกลุ่มแต่แววตาสีแดงฉานของเขากลับวาวโรจน์ด้วยความคลั่งรักและการปกป้องนางสุดใจ


              ไฉ่หลินยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา เขาชื่นชมในฝีมือของจางทังแต่กลับสะอิดสะเอียนในการกระทำของจางกงกง การต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้นท่ามกลางลมหนาวที่พัดกระโชก ไอขาวจากลมหายใจปะปนกับกลิ่นคาวเลือดที่กระจายทั่วบริเวณ ปลายทางของศึกนี้มิใช่เพียงการจับกุม แต่คือการพิสูจน์ความภักดีและความรักท่ามกลางเล่ห์เหลี่ยมของขุนนางใหญ่ผู้ถือเอกสารลับบีบคั้นชะตาโลก


              การต่อสู้ท่ามกลางพายุเหมันต์พัดกระโชกแรงจนโคมไฟที่ห้อยอยู่ตามระเบียงแกว่งไกวส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ท่ามกลางซากองครักษ์เกราะดำยี่สิบนายที่นอนระเนระนาดอยู่บนพื้นหินที่ชุ่มไปด้วยคาวเลือดและไอเย็น ทั้งสามคนยืนหอบหายใจหนักจนไอขาวพุ่งออกมาจากริมฝีปากเป็นจังหวะ จางกงกงมีบาดแผลฉกรรจ์ที่สุด เสื้อผ้าเนื้อนุ่มสีอ่อนบัดนี้ย้อมไปด้วยโลหิตแดงฉานจากการรับคมดาบแทนหลินหยา ทว่าดวงตาคมกริบของเขายังคงจ้องเขม็งไปที่ศัตรูเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ


              ไฉ่หลินค่อย ๆ ถอดฮู้ดสีดำออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงความสงบเยือกเย็นประดุจบราชปราชญ์ผู้สูงส่ง เขาหยิบกระบี่บางทรงยาวที่ซ่อนอยู่ในไม้เท้าออกมา แสงจันทร์สะท้อนคมโลหะจนดูเย็นเฉียบยิ่งกว่าอากาศรอบกาย “พวกเจ้าช่างดื้อรั้นนัก...” ไฉ่หลินเอ่ยเสียงเรียบ ท่วงท่าการวาดกระบี่ดูงดงามแต่แฝงไปด้วยปราณที่หนักแน่น “โดยเฉพาะเจ้า... จางทัง ข้าเคยชื่นชมความซื่อตรงของเจ้า แต่เจ้ากลับเลือกจะเกือกกลั้วกับขันทีโสโครกและแม่ค้าต่ำต้อยเพียงเพื่อสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมอันว่างเปล่า”


              “ความยุติธรรมของข้าไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันไม่เคยมีที่ว่างให้กับคนอย่างท่าน!” จางทังคำรามพลางพุ่งเข้าประทะ กระบี่เหล็กดำปะทะกับกระบี่บางจนเกิดประกายไฟวาบ


              การต่อสู้ดำเนินไปอย่างตึงเครียด แม้ไฉ่หลินจะสู้เพียงลำพังแต่ฝีมือของเขากลับรุกรับได้อย่างไร้ช่องโหว่ จางกงกงพุ่งเข้าโจมตีจากมุมมืดประดุจอสรพิษ คมกระบี่ยาวกรีดผ่านอากาศหวังปลิดชีพขุนนางชั่ว ทว่าไฉ่หลินกลับเบี่ยงกายหลบอย่างพลิ้วไหวพลางตวัดกระบี่สวนกลับจนจางกงกงต้องถอยร่นเพราะบาดแผลที่เดิมก็หนักอยู่แล้วเริ่มปริออก 


              “เจ้าต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ จางกงกง?” ไฉ่หลินแค่นยิ้มหยันขณะรับมือกับขลุ่ยไม้ของหลินหยาที่ฟาดเข้ามาจากด้านข้าง “สตรีผู้นี้มีค่าสิ่งใดให้คนอย่างเจ้าต้องแลกชีวิต หรือเพียงเพราะนางเป็นหมากตัวเดียวที่ยอมให้เจ้าตราหน้าว่าเป็นเจ้าของ?”


              หลินหยาหน้ามุ่ยสุด ๆ เพราะคำนั้นพลางสะบัดขลุ่ยไม้สู้สุดใจขาดดิ้น ดวงตาสีน้ำตาลมะพร้าวอ่อนวาวโรจน์ด้วยความโกรธ “เลิกพล่ามไร้สาระเสียทีเจ้าคนหัวขาว! ที่ข้าอยู่กับเขา ไม่ใช่เพราะโดนบังคับหรือเป็นหมากของใครทั้งนั้น...” นางหยุดหายใจชั่วครู่ก่อนจะประกาศเสียงดังลั่น 


              “แต่เป็นเพราะข้ารักเขา! ข้ารักอสรพิษคนนี้ด้วยใจจริงโว้ย!” (ผปค. ไม่จ้ามุงโดนบังคับโดยกุค่ะ)


              คำประกาศนั้นทำเอาบรรยากาศชะงักไปเสี้ยววินาที คำนั้นทำเอาจางกงกงใจกระตุกวาบจนเสียจังหวะ ส่วนไฉ่หลินก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกขำในความโง่เขลาของสตรีแรกรุ่น และในจังหวะที่ไฉ่หลินกำลังจะสืบเท้าเข้าหาเพื่อปลิดชีพทั้งคู่ แต่ทว่ากลับเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็บังเกิดขึ้น ด้วยความโชคดีอันมหาศาลหรืออาถรรพ์ความซุ่มซ่ามของหลินหยา นางก้าวพลาดสะดุดชายผ้าคลุมตัวเองจนเสียหลักถลาไปข้างหน้า ขลุ่ยไม้ในมือเหวี่ยงไปตามแรงเหวี่ยงของร่างกายพุ่งเข้าหาศีรษะของไฉ่หลินอย่างแม่นยำดั่งจับวาง!!


              “โป๊ก!!!”


              เสียงขลุ่ยไม้กระทบกะโหลกดังสนั่น ไฉ่หลินที่มัวแต่ระวังกระบี่ของจางกงกงถึงกับตาเหลือกจนหน้ามืดไปชั่วขณะ เขาพยายามจะทรงตัวถอยหลังแต่เท้าเจ้ากรรมดันไปเหยียบเข้ากับเปลือกกล้วยที่หลุดออกมาจากถุงเสบียงของใครสักคนบนพื้นหินที่ลื่นไปด้วยเลือดเป็นแอ่ง ๆ 


              “โครม!!!”


              และร่างสง่าของอดีตขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ล้มหงายหลังศีรษะฟาดพื้นอย่างหมดรูป ก่อนจะนิ่งสนิทสลบเหมือดไปในทันที… “ฮะ??...”


              ความเงียบปกคลุมสนามรบอีกครั้ง หลินหยายืนอึ้ง มือยังกำขลุ่ยค้างไว้ นางกะพริบตาปริบ ๆ มองซากบอสใหญ่ที่นอนแอ้งแม้งอยู่ตรงหน้า “นะ... นี่จบแล้วหรือเจ้าคะ? ข้ายังไม่ทันออกกระบวนท่าไม้ตายเลยนะ!” คำนั้นทำให้จางทังที่ยืนหอบอยู่อีกด้านถึงกับหน้าเหวอ เขามองไฉ่หลินสลับกับหลินหยาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “เอ่อ... บางทีสวรรค์อาจจะรำคาญความมั่นหน้าของเขาเต็มทนแล้วกระมัง” เขาพึมพำพลางรีบเข้าไปมัดตัวไฉ่หลินด้วยเชือกบ่านอย่างดีอย่างรวดเร็ว


              เมื่อเห็นศัตรูถูกสยบ หลินหยาก็สลัดคราบคุณหนูผู้สูงศักดิ์ทิ้งทันที นางรีบวิ่งหน้าตั้งเข้าไปหาจางกงกงที่ทรุดกายลงนั่งพิงเสาหินด้วยความอ่อนแรง “ท่านจางกงกง! ท่านห้ามตายนะเจ้าคะ!” นางใช้ผ้าสะอาดรองมืออย่างระมัดระวัง พยายามซับหยาดโลหิตที่อาบอาภรณ์สีนุ่มโดยไม่ให้ผิวสัมผัสโดยตรง จางกงกงที่เอนกายพิงเสาหินค่อย ๆ ยกมือที่สั่นเทาขึ้น ปลายนิ้วที่ยังสะอาดอยู่เพียงเล็กน้อยเอื้อมมาลูบแก้มเนียนของสตรีตรงหน้าเบา ๆ ราวกับจะยืนยันว่านางยังอยู่ตรงนี้


              “เมื่อครู่... ข้าได้ยินเจ้าพูดว่ารักข้า... จริงหรือเสี่ยวหยา?” เสียงของเขาทุ้มพร่าและเบาหวิว แฝงไปด้วยความโหยหาที่ทำให้หัวใจคนฟังแทบขาดรอน


              หลินหยาที่กำลังวุ่นวายกับการห้ามเลือดชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าตุ๊กตาแสนซนที่เปื้อนคราบฝุ่นแดงเรื่อขึ้นวูบหนึ่งท่ามกลางความเครียดที่สุมอก นางจ้องเข้าไปในดวงตาคมกริบที่บัดนี้ดูเปราะบางเหลือเกิน ก่อนจะโน้มตัวลงบดริมฝีปากลงบนหน้าผากของเขาสั้น ๆ ทว่าหนักแน่นด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มี “รักสิเจ้าคะ รักจนอยากเอาขลุ่ยฟาดหัวท่านให้หายซ่าเหมือนเจ้าหัวขาวนั่นแหละ!” นางเอ่ยเสียงสั่นพร่าขณะที่น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงกระทบหลังมือตนเอง “นิ่ง ๆ สิเจ้าคะ ข้าจะทำแผลให้... ท่านห้ามเป็นอะไรนะ หากท่านเป็นอะไรไป ข้าจะเขียนพังป้ายสุสานท่านให้เละเลยคอยดู”


              จางกงกงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏบนใบหน้าขาวซีด เขามองดูสตรีที่ตนเคยบีบบังคับในวันวาน บัดนี้กลับกลายเป็นผู้ที่กุมหัวใจเขาไว้เพียงผู้เดียว ต่อให้แผลตามกายจะลึกเพียงใด หรือต้องนอนรักษาตัวนานแรมเดือน เขากลับรู้สึกว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นช่างคุ้มค่านักเมื่อแลกกับอ้อมกอดที่สั่นเทิ้มด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริงของนาง


              “ข้าไม่เป็นไร... เสี่ยวหยา...” เขาพึมพำชิดใบหูนางอย่างแผ่วเบา “มีเจ้าเป็นยาดีเช่นนี้ ข้าจะกล้าตายได้อย่างไร”


              ในขณะที่ทั้งสองกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความเสน่หา จางทังที่ยืนอยู่ห่างออกไปกลับมีสีหน้าว่างเปล่าดุจก้นบ่อที่ไร้น้ำ เขาเก็บกระบี่เข้าฝักช้า ๆ พลางยืนมองสหายเก่าที่แสร้งทำเป็นอ่อนระโหยโรยแรงประหนึ่งจะสิ้นใจในอ้อมอกเมีย…


              ตอแหลสัส...


              ตุลาการพยัคฆ์เหล็กผู้มองคนทะลุถึงกระดูกอย่างเขา ย่อมรู้ดีว่าจางกงกงแม้จะบาดเจ็บหนักและต้องพักรักษากายอีกนาน แต่ก็มิได้เจียนตายอย่างที่เจ้าตัวกำลังทำสีหน้าสำออย เรียกร้องความสนใจอยู่นี้ เขาเห็นสายตาคมกริบของอสรพิษที่แอบเหลือบมองหน้าหลินหยาอย่างพอใจยามนางร้องไห้กังวลถึงตน “เฮ้อ...” จางทังถอนหายใจยาวพลางส่ายหัวเบา ๆ “ในศาลข้าตัดสินคนชั่ว แต่ในสนามรบข้าต้องมาทนดูคนแสดงงิ้วพลอดรักกัน... ช่างเป็นวาสนาที่น่าตายนัก”


              เขาสะบัดชายเสื้อแล้วเดินเข้าไปมัดตัวไฉ่หลินที่สลบเหมือดอยู่อย่างแน่นหนา ปล่อยให้หนึ่งอสรพิษและหนึ่งคุณหนูจอมปลอมได้ใช้เวลาที่เหลือเยียวยาแผลใจและแผลกายท่ามกลางลมหนาวที่เริ่มอ่อนกำลังลงเพราะไอรักของคนทั้งคู่


              หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ณ เมืองตงอู่ ลมเหมันต์ที่เคยพัดกระโชกแรงเริ่มผ่อนกำลังลง เหลือเพียงไอเย็นจาง ๆ ที่โรยตัวอยู่เหนือท่าเรือคึกคัก บรรยากาศของเมืองที่เคยคละคลุ้งด้วยเล่ห์เหลี่ยมของไฉ่หลินบัดนี้กลับคืนสู่ความสงบ เมื่อความจริงถูกเปิดเผยและอำนาจมืดถูกล้างบางจนสิ้น จางทังยืนตระหง่านอยู่หน้าขบวนคุ้มกันของกองกำลังถิงเว่ย อาภรณ์สีขาวตัดน้ำเงินของเขาสะอาดสะอ้านขับเน้นราศีตุลาการพยัคฆ์เหล็กให้ดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าวันแรกที่พบกัน 


              เบื้องหลังของเขาคือกรงขังเหล็กที่จองจำไฉ่หลินและเหล่าผู้สมรู้ร่วมคิดซึ่งกำลังจะถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ที่นครฉางอันในข้อหาบิดเบือนกฎหมายและทรยศต่อราชสำนัก


              “ข้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้แล้ว และภารกิจของข้าที่นี่ก็จบลงเสียที” จางทังเอ่ยพลางหันไปทางหลินหยาที่ยืนอยู่ข้างเตียงพักฟื้นของคนรัก ดวงตาคมเฉียบของเขาส่อแววเอ็นดูเยี่ยงพี่ชายที่มองดูน้องสาว “ข้ามีงานค้างที่ศาลต้าหลี่อีกเป็นตั้ง เห็นทีคงต้องล่วงหน้ากลับไปสะสางก่อน... รักษาตัวด้วยนะแม่นางน้อย”


              คำลานั้นทำให้หลินหยายิ้มกว้าง รอยยิ้มตุ๊กตาแสนซนนั้นกลับมาสดใสอีกครั้งเมื่อเห็นพี่ชายผู้แสนดีพ้นผิด “ขอบคุณท่านจางทังมากเจ้าค่ะ หากไม่มีท่าน แผนเศรษฐีนีกำมะลอของข้าคงพังไม่เป็นท่า”


              ทว่าเมื่อจางทังหันไปสบตากับจางกงกงที่นั่งพิงหมอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดขาวแต่แววตายังคงโอหังไม่เปลี่ยน บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนเป็นเชือดเฉือนตามประสาอดีตสหายที่ไม่เคยลงรอยกันด้านอุดมการณ์ แม้จางทังจะยอมรับในใจว่าอสรพิษตนนี้สามารถมีหัวใจรักที่แท้จริงได้ แต่หน้าที่ก็ย่อมเป็นหน้าที่


              “จางห่าวหมิง... แม้ครั้งนี้เจ้าจะช่วยข้าไว้ และข้าเห็นแล้วว่าเจ้าเปลี่ยนไปเพียงใดเมื่อมีนางอยู่ข้างกาย” จางทังกล่าวเสียงเรียบพลางกดข่มความนัยที่ว่าเขาอาจพร้อมกลับไปเป็นเพื่อนกันอีกครั้ง “แต่จำไว้เถิด หากวันใดเจ้าทำเรื่องผิดกฎหมายหรือใช้อำนาจมืดรังแกราษฎรอีก อย่าให้ข้าจับได้เชียว... เพราะครั้งหน้า โทษโบยหนึ่งร้อยไม้ของถิงเว่ยจะกลายเป็นเพียงเรื่องเด็กเล่นเมื่อเทียบกับสิ่งที่ข้าจะมอบให้เจ้า”


              จางกงกงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ ปลายนิ้วที่ยังพันแผลอยู่ลูบพัดในมือช้า ๆ ดวงตาคมกริบจ้องตอบตุลาการหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว “จางจิ่งสิง... ท่านก็ยังคงเที่ยงตรงจนน่ารำคาญไม่เปลี่ยน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกปนเย้ยหยัน “ข้าจะรอวันที่ท่านเก่งพอจะจับข้าได้ก็แล้วกัน แต่ระวังเถิด... ตำแหน่งถิงเว่ยของท่านอาจจะสั่นคลอนก่อนที่ข้าจะหลุดมือเสียอีก ไปได้แล้ว... ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจไม่ให้เจ้าเอาตัวไฉ่หลินไปง่าย ๆ”


              จางทังเพียงแต่ยกยิ้มบางที่มุมปาก สะบัดแขนเสื้อแล้วหมุนตัวขึ้นม้า นำขบวนกองกำลังมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ ทิ้งไว้เพียงเสียงเกือกม้าที่ค่อย ๆ จางหายไปในม่านหมอก


              เมื่อเหลือเพียงคนสองคนในห้องพัก หลินหยาก็รีบขยับเข้าไปใกล้จางกงกงทันที นางกอดเขาไว้อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบบาดแผลที่ยังต้องใช้เวลารักษาอีกพักใหญ่ จางกงกงถอนหายใจยาวพลางโอบร่างบางไว้ในอ้อมแขน สูดดมกลิ่นไม้กฤษณาจาง ๆ ที่เขาหลงใหลที่สุด “ท่านอย่าไปถือสาเขาเลยนะเจ้าคะ ท่านจางทังก็เป็นเช่นนั้นเอง” หลินหยาพึมพำชิดอกเขายิ้ม ๆ 


              “ข้าหาได้ใส่ใจเขาไม่...” จางกงกงกระซิบพลางกดจูบลงบนหน้าผากของนางอย่างหวงแหน “ข้าใส่ใจเพียงสตรีหน้าไม่อายที่ประกาศรักข้ากลางสนามรบต่อหน้าชายอื่นต่างหาก... เจ้าคงต้องอยู่ดูแลข้านี้ไปอีกนานทีเดียว เสี่ยวหยา... จนกว่าข้าจะพอใจในการปรนนิบัติของเจ้า” เพราะคำนั้นทำเอาหลินหยาหน้าแดงวูบพลางค้อนให้เขาหนึ่งวงใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอ้อมกอดที่เย็นเยียบทว่าอบอุ่นที่สุดในโลกสำหรับนาง ท่ามกลางบรรยากาศการพักผ่อนยามเหมันต์ที่เมืองตงอู่ ความวุ่นวายแห่งอำนาจได้จบลง เหลือเพียงบทเพลงรักของหนึ่งอสรพิษและหนึ่งแม่ค้าเจ้าเล่ห์ที่จะดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด


              ฉากพิเศษ


              ไอเย็นเจือกลิ่นอายทะเลแห่งเมืองตงอู่ยังคงพัดผ่านหน้าต่างบานหนาเข้ามาในห้องพัก หลินหยานั่งอยู่ข้างเตียง พลางประคองชามยาที่ส่งกลิ่นขมปร่าอย่างที่นางเกลียดนักหนาขึ้นมาหมายจะป้อนให้คนป่วย จางกงกงยังคงนอนพิงหมอนด้วยท่าทีอ่อนแรง ใบหน้าคมคายนั้นดูซีดเซียวราวกับคนไข้ที่ยังต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด “เสี่ยวหยา...” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบาพลางมองสบตานางด้วยแววตาอาวรณ์ “หากข้าหายดีแล้ว... เจ้าช่วยพาข้าไปยังบ้านเกิดของเจ้าได้หรือไม่?”


              หลินหยาที่ได้ยินก็ชะงักมือที่ถือช้อนยาเอาไว้ ดวงตาสีน้ำตาลมะพร้าวอ่อนเบิกกว้างด้วยความงงงวย “ไปผานอวี่หรือเจ้าคะ? ท่านจะไปทำไมกัน ที่นั่นอยู่ใต้สุดของแผ่นดิน ติดทะเลไกลปืนเที่ยงถึงเพียงนั้น” นางทวนชื่อเมืองเกิดของตนเองที่เขตเจียวจื่อด้วยความสงสัย “ไปน่ะไปได้เจ้าค่ะ แต่ต้องรอให้ท่านหายดีก่อน อีกอย่าง... ท่านเป็นถึงจงฉางชื่อ มิใช่ต้องรีบกลับวังหลวงไปรับใช้ฝ่าบาทหรอกหรือเจ้าคะ?”


              นางคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ทั้งระยะเวลาพักฟื้นและระยะทางจากฉางอันลงไปใต้สุด กว่าจะเดินทางไปถึงคงใช้เวลาหลายเดือน ซึ่งนั่นหมายถึงงานในราชสำนักของเขาอาจเสียหายได้


              “หากข้าบอกว่าอยากไปทำความรู้จักกับท่านพ่อเจ้าเมืองของเจ้าให้มากขึ้นเล่า เจ้าจะว่าอย่างไร” เขาเลิกคิ้วถามพลางจ้องมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมอันคุ้นเคย


              “ท่านพ่อหรือเจ้าคะ? ท่านอย่าแกล้งไปขู่เขาจนบ้านแตกก็พอเจ้าค่ะ” หลินหยาพึมพำพลางวางชามยาลง “นิ่ง ๆ เถอะเจ้าค่ะ ข้าจะเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ใหม่ ท่านเจ็บหนักถึงเพียงนี้ ขืนออกเดินทางตอนนี้แผลคงปริ...” แต่ยังไม่ทันที่หลินหยาจะเอ่ยจบประโยค สิ่งที่นางไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น จางกงกงที่เมื่อครู่ยังทำท่าเหมือนจะสิ้นใจกลับยันกายลุกขึ้นจากเตียงอย่างกระฉับกระเฉง เขาเหยียดแขนบิดขี้เกียจจนกระดูกส่งเสียงลั่นเบา ๆ ใบหน้าที่เคยซีดเซียวพลันกลับมีเลือดฝาดสดใส ปราณอสรพิษที่เคยดูอ่อนแรงกลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว


              “ข้าว่าข้าหายดีแล้วล่ะเสี่ยวหยา แผลแค่นี้มิอาจกั้นความปรารถนาของข้าได้หรอก” เขาเอ่ยกลั้วหัวเราะ พลางหยิบพัดคู่ใจขึ้นมาคลี่ออกอย่างสง่างาม “ไปกันเถอะ มีรถม้าอยู่มิใช่หรือ?” คำนั้นทำเอาหลินหยายืนนิ่งอึ้ง อ้าปากค้างมองคนป่วยที่บัดนี้เดินว่อนไปเก็บข้าวของอย่างคล่องแคล่ว 


              หลินหยากะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะตระหนักได้ว่าตนเองถูกสุนัขจิ้งจอกในคราบอสรพิษตนนี้หลอกเข้าเต็มเปา “ท่าน... ท่านโกหกข้านี่เจ้าคะ!” หลินหยาแหวขึ้นทันที ใบหน้าตุ๊กตาแสนซนแดงก่ำด้วยความโมโหที่ปนไปด้วยความเขินอาย “ท่านหายตั้งแต่วันไหนกัน! แล้วที่ข้าคอยประคบประหงม ป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดตัวให้ท่านทั้งคืนนั่นมันอะไรกันเจ้าคะ!”


              จางกงกงหันมามองนางด้วยรอยยิ้มพึงใจยิ่งนัก เขาขยับเข้าไปใกล้แล้วใช้นิ้วเชยคางนางขึ้นเบา ๆ “ก็เพราะข้าชอบเวลาเจ้าเป็นห่วงข้าอย่างไรเล่า... ข้าถึงได้ยอมเป็นคนป่วยนานกว่าปกติเสียหน่อย” เขาหัวเราะในลำคอแผ่วเบา “เอาเถอะ อย่ามัวแต่งอนอยู่เลย มุ่งหน้าสู่ผานอวี้กันเถอะ ข้าอยากเห็นนักว่าเมืองที่สร้างสตรีเจ้าเล่ห์เช่นเจ้าขึ้นมานั้นจะเป็นอย่างไร”


              ขันทีหนุ่มพูดโดยที่มองหลินหยาซึ่งหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยอมเดินตามเขาออกจากห้องไปอย่างเสียไม่ได้ นางค้อนให้แผ่นหลังกว้างของคนขี้จุ๊หนึ่งวงใหญ่ ทว่าลึก ๆ ในใจกลับรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาดที่เห็นเขาแข็งแรงดีถึงเพียงนี้ รถม้าไม้ขัดเงาเคลื่อนตัวออกจากเมืองตงอู่ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ของเหมันตฤดู มุ่งหน้าสู่ทิศใต้ที่อบอุ่นกว่า ทิ้งเรื่องราววุ่นวายในราชสำนักไว้เบื้องหลัง เพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ที่มีเพียงหนึ่งอสรพิษหน้าตายและหนึ่งแม่ค้าจอมซน ร่วมทางไปบนถนนสายวาสนาที่ไม่จบสิ้น


           ย่อสรุปเหตุการณ์ : หลินหยา จางทัง จางกงกง จัดการไฉ่หลินสำเร็จ และอยู่เมืองตงอู่ 1 สัปดาห์ต่อ ระหว่างจางทังจัดการเรื่องที่นี่ แล้วจางทังก็ได้ลาหลินหยาและจางกงกงออกเดินทางกลับฉางอันพร้อมขบวนขุนนางชั่ว ก่อนที่จางกงกงกับหลินหยาก็มุ่งหน้าลงใต้ เพื่อไปบ้านเกิดของหลินหยา (ในตอนพิเศษ)

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ 98333 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-26 20:16
โพสต์ 98,333 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +15 เกียรติยศ +15 ความศรัทธา จาก ชุดทิวาเมฆาล่อง   โพสต์ 2026-1-26 20:16
โพสต์ 98,333 ไบต์และได้รับ +6 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ +6 ความศรัทธา จาก รองเท้าหยุนเวย  โพสต์ 2026-1-26 20:16
โพสต์ 98,333 ไบต์และได้รับ [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ จาก โล่ไม้  โพสต์ 2026-1-26 20:16
โพสต์ 98,333 ไบต์และได้รับ +1 Point [ถูกบล็อค] ความกล้า +40 เกียรติยศ จาก วาสนาเซียน  โพสต์ 2026-1-26 20:16
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-1-28 02:00:35 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinYa เมื่อ 2026-1-28 02:11

อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ xx เดือน 12 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 11
เริ่มต้น ยามซื่อ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองผานอวี้ จักรวรรดิต้าฮั่น

ตอนพิเศษ 1

             สายลมพัดเอื่อยพัดพาเอาความชื้นแฉะของทะเลใต้เข้ากระทบใบหน้า เมื่อรถม้าไม้ขัดเงาเคลื่อนเข้าสู่เขตเมืองผานอวี้ในยามเช้าตรู่ ท้องฟ้าเหนือเมืองท่าสำคัญแห่งเขตเจียวจื่อเป็นสีฟ้าครามสดใส แตกต่างจากความหม่นเทาของเหมันต์ฤดูในแถบภาคกลางที่เพิ่งจากมา แสงแดดอุ่นทอประกายระยิบระยับบนผิวน้ำในลำคลองที่ตัดพาดผ่านเมือง สะท้อนภาพวิถีชีวิตอันคึกคักของชาวเมืองผานอวี้ที่เริ่มขยับกายรับวันใหม่


             หลินหยาเลิกม่านรถม้าขึ้นพลางชะโงกหน้าออกมาด้วยดวงตาเป็นประกายสดใส นางหันไปสะกิดแขนจางกงกงที่นั่งอยู่ข้างกายพลางชี้ชวนให้ดูความเปลี่ยนแปลงของบ้านเกิดที่นางจากไปแรมปี “ท่านดูสิเจ้าคะ! นั่นตลาดเช้าตรงหัวมุมถนน ตึกแถวนั้นดูจะทาสีใหม่รึเปล่านะ? แล้วดูตรงเรือนแพพวกนั้นสิเจ้าคะ คึกคักกว่าปีที่แล้วเสียอีก!” นางเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วด้วยสำเนียงท้องถิ่นที่เริ่มกลับมาติดปาก “ผานอวี้ของข้าสวยใช่ไหมเล่า แม้จะไกลจากฉางอัน แต่ความอุดมสมบูรณ์และอากาศที่นี่นับว่ายอดเยี่ยมที่สุด”


             จางกงกงมองตามปลายนิ้วของนางพลางพยักหน้าเบา ๆ แม้ใบหน้าจะยังคงความสงบนิ่งเยี่ยงบัณฑิตหน้าหยก แต่ดวงตาคมกริบกลับกวาดมองความมั่งคั่งของเมืองท่าแห่งนี้อย่างละเอียด ตลอดทางที่รถม้าเคลื่อนผ่าน ชาวเมืองบางคนที่กำลังจัดแผงขายของหรือเดินสัญจรอยู่ เมื่อเห็นใบหน้าตุ๊กตาแสนซนที่คุ้นตาชะโงกออกมาจากรถม้า ต่างก็พากันชะงักและเบิกตากว้าง


             “นั่น... คุณหนูหลินหยา! คุณหนูหกสกุลหนานกลับมาแล้ว!” เสียงตะโกนทักทายด้วยความดีใจดังขึ้นเป็นระยะ หลินหยาเพียงแต่ส่งรอยยิ้มกว้างและโบกมือทักทายอย่างเป็นกันเองตามนิสัยที่ทำให้คนทั้งเมืองเอ็นดูนาง


             เมื่อรถม้าเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นหลักที่มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมือง จวนเจ้าเมืองผานอวี้ก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา กำแพงจวนสกุลหนานนั้นสูงตระหง่านและหนากว่าบ้านเรือนทั่วไปตามลักษณะของจวนขุนนางที่เคยผ่านศึกสงคราม มีป้องยามที่มุมกำแพงพร้อมทหารลาดตระเวนในชุดเกราะเรียบง่ายทว่าดูเข้มงวดตลอดเวลา ประตูหน้าจวนมีป้ายไม้แกะสลักชื่อตระกูลด้วยตัวอักษรที่หนักแน่น บ่งบอกถึงบารมีของท่านพ่อหนาน จิ่งหยาง ผู้เป็นเจ้าเมือง ทว่ากลับไม่มีการประดับตกแต่งด้วยทองคำฟุ่มเฟือย สอดคล้องกับนิสัยเรียบง่ายของคนในบ้าน


             “ถึงบ้านข้าแล้วเจ้าค่ะ” หลินหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุข

 

             เมื่อก้าวพ้นประตูจวนเข้าไป กลิ่นหอมหวานของไม้ผลนานาชนิดก็ลอยมาประทะจมูก ในมุมหนึ่งของจวนมีสวนผลไม้บรรณาการขนาดใหญ่ ทั้งลิ้นจี่ ลำไย และลูกท้อที่กำลังออกผลดกเต็มต้นเพื่อใช้รับรองแขกบ้านแขกเมือง บริเวณข้างสวนมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับลำคลองภายนอก น้ำในบ่อใสสะอาดจนมองเห็นปลาแหวกว่าย ของประดับตกแต่งภายในบ้านสะท้อนความมีอันจะกินแต่เน้นความเรียบง่ายและใช้งานได้จริง


             ภายในโถงกลางของบ้านใหญ่ บรรยากาศดูจะเคร่งขรึมและเงียบสงบตามระเบียบของท่านปู่หนานเหวินซือ ชายชราวัย 68 ปีนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ประธาน ในมือถือพู่กันค้างไว้เหนือกระดาษ กลิ่นน้ำหมึกจาง ๆ ฟุ้งกระจายอยู่รอบกาย ถัดมาคือหนานจิ่งหยาง ท่านพ่อผู้มีบุคลิกสุภาพทว่าแฝงความดุดันจากประสบการณ์สงคราม และจี้เหม่ยหรู ท่านแม่ผู้มีรอยยิ้มอ่อนหวานกำลังนั่งตรวจดูงานเย็บปัก


             แน่นอนว่า… สิ่งที่รอหลินหยาอยู่มันไม่ใช่คำว่า ยินดีต้อนรับกลับบ้านเพราะไอแดดยามเช้าที่ส่องลอดหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของจวนสกุลหนาน ดูจะร้อนระอุขึ้นถนัดตาเมื่อร่างบอบบางของสตรีผู้เป็นตัวแสบของบ้านปรากฏตัวขึ้น 


             บรรยากาศที่เคยสงบเงียบมีเพียงเสียงพู่กันขูดกระดาษของท่านปู่พลันขาดสะบั้นลง หลินหยายืนหน้าเจื่อนอยู่กลางห้องโถง นางลอบสูดลมหายใจเข้าลึกพลางคิดในใจด้วยความปลงตก 'นั่นไง... กุว่าแล้วว่าต้องโดน ทรงนี้ไม่รอดแน่ ๆ หนานหลินหยาเอ๋ย'


             “หนานหลินหยา! เจ้ายังมีหน้ากลับมาหาปู่ในสภาพเช่นนี้อีกหรือ!” เสียงกัมปนาทของหนานเหวินซือ ดังขึ้นพร้อมกับที่เขาขว้างพู่กันลงบนโต๊ะอย่างลืมตัว ดวงตาของชายชราวัย 68 ปีที่เคร่งครัดในจริยธรรมสายม่อจื้อวาวโรจน์ด้วยความโกรธระคนเสียใจ “กฎจริยธรรมที่ข้าพร่ำสอน... เจ้าเอาไปโยนทิ้งไว้ในคุกที่เมืองหลวงหมดแล้วใช่ไหม! อธิบายมาเดี๋ยวนี้ว่าการไต่สวนที่เป็นข่าวมาถึงหูข้านั่นคือเรื่องอันใด มลทินที่เจ้าก่อ ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในเมืองผานอวี้!”


             หนานจิ่งหยางผู้เป็นบิดาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที ใบหน้าของขุนนางเจ้าเมืองที่ปกติจะสุภาพ บัดนี้กลับดุดันประหนึ่งขุนศึกในสนามรบ “หลินหยา! เจ้าเห็นพ่อเป็นหัวหลักหัวตอหรืออย่างไร? จดหมาย 'สบายดี รักนะจุ๊บ ๆ' ที่เจ้าส่งมานั่นมันคืออะไร!” เขาตบโต๊ะดังปังจนน้ำชาหกกระเซ็น 


             “เจ้าติดคุกหลวงนะไม่ใช่ไปเดินเที่ยวโรงเตี๊ยม! บอกพ่อมาเดี๋ยวนี้ว่าใครรังแกเจ้า หรือเจ้าไปก่อเรื่องพิเรนทร์อันใดไว้จนโดนอาญาแผ่นดิน? หากเจ้าไม่อธิบายให้กระจ่าง พ่อจะกักบริเวณเจ้าให้อยู่แต่ในเรือนพักรับรองจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า อย่าหวังจะได้ออกไปเห็นหน้าใครทั้งสิ้น!”


             ในขณะคนที่ใจเย็นที่สุดของบ้านคือสตรีเพียงคนเดียว ณ ตรงนี้


             “โถ่... ลูกแม่... เจ้าผอมไปหรือเปล่าลูก?” จี้เหม่ยหรูผู้เป็นมารดารีบปราดเข้ามาประคองใบหน้าตุ๊กตาของลูกสาวด้วยมือที่สั่นเทา รอยยิ้มที่เคยละลายหัวใจบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล “ในคุกหลวงนั่นเขาให้เจ้ากินอะไร? มีถั่วเหลืองที่เจ้าแพ้หรือไม่ลูกรัก?” นางน้ำตาคลอพลางกวาดสายตามองไปทั่วร่างลูกสาว “ช่างมันเถอะเรื่องมลทินของเจ้า ใครจะว่าเจ้ามัวหมองแม่ไม่สน แค่เจ้ากลับมาเป็นดอกไม้ที่สดใสของแม่ก็พอแล้ว... แต่เด็กดีของแม่ หยาเอ๋อห์ บอกแม่หน่อยเถอะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แม่ใจจะขาดตายอยู่แล้วนะลูก”


             ขณะที่หลินหยาโดนรุมล้อมด้วยพายุคำถาม หนานจื้อเจี้ยนน้องชายคนเล็กวัย 11 ปี ก็ชะโงกหน้ามาจากหลังมารดาพลางกระซิบถามด้วยดวงตาเป็นประกายสงสัย “พี่หก... ในคุกมืดมากไหม? ท่านแหกคุกออกมาเองหรือว่าฮ่องเต้ทรงทนความซนของท่านไม่ไหวเลยปล่อยตัวออกมากันแน่?”


             ส่วนหลินหยาน่ะหรอ เธอยืนคอตก ทำหน้าเหยเกราวกับจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก นางกวาดสายตามองคนในครอบครัวที่รักนางสุดหัวใจแต่ก็เข้มงวดสุดพลัง แล้วแอบเหลือบมองไปทางประตูที่เธอยังซ่อนบางคนไว้ข้างนอก ในใจนางนึกคร่ำครวญว่าเรื่องคุกหลวงที่ว่าใหญ่แล้ว ยังไม่เท่าเรื่องที่เธอกำลังจะเปิดตัวว่าที่ลูกเขย ที่เป็นถึงจงฉางชื่อผู้มีชื่อเสียงระบือไกลในด้านความโหดเหี้ยมคนนั้นเลยสักนิด!!


             “คือว่า... เรื่องมันยาวเจ้าค่ะท่านปู่ ท่านพ่อ...” หลินหยาเอ่ยอึกอัก พลางเตรียมใจรับแรงกระแทกจากพายุรอบที่สองที่กำลังจะตามมา เธอยิ้มแห้งแล้งประหนึ่งผืนดินขาดน้ำมาแรมปี นางรวบรวมความกล้าที่มีทั้งหมดกวาดสายตามองไปรอบโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยความกดดัน ก่อนจะโพล่งออกมาเสียงเบาแต่ก้องกังวานไปทั่วจวน


             “คือ... ข้าแค่มีปัญหากับหัวหน้างานนิดหน่อยน่ะเจ้าค่ะ พอดีข้าโดนบังคับให้ไปทำงานเป็นนางกำนัลในวังหลวง แต่พวกท่านก็รู้ว่าข้าไม่ชอบเรื่องระเบียบวินัยอะไรแบบนั้น ข้าอึดอัด... ข้าก็เลยเผลอต่อยหน้าจงฉางชื่อไปเจ็ดหมัดเต็ม ๆ เลยเจ้าค่ะ”


             สิ้นคำประกาศนั้น ความเงียบงันปานป่าช้าปกคลุมไปชั่วอึดใจ ก่อนที่พายุลูกใหญ่จะเริ่มตั้งเค้าจากที่นั่งของท่านปู่หนานเหวินซือ


             มือที่ถือถ้วยชาของชายชราสั่นกึกๆ จนน้ำชาร้อนลวกหกใส่แขนเสื้อ แต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย ท่านปู่ลุกพรวดขึ้นมาแรงจนเก้าอี้ไม้แกะสลักเกือบหงายหลังไปด้านหลัง “เจ็ดหมัด?! เจ้า... เจ้าต่อยข้ารับใช้เบื้องพระยุคลบาทไปเจ็ดหมัด!” หนานเหวินซือแผดเสียงจนหนวดสั่น “หลินหยา! เจ้าเอาความกล้ามาจากไหน? จริยธรรมม่อจื้อที่ข้าสอนว่าให้รักผู้อื่นและนอบน้อม เจ้าเอาไปใช้ต่อยหัวหน้าขันทีหลวงงั้นรึ! นี่มันคอขาดบาดตายนะเจ้าลูกหลานโง่เขลา! ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในแผ่นดิน!”



             ด้านท่านพ่อหนานจิ่งหยางที่เคยผ่านศึกเหนือเสือใต้มานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับหน้าซีดสลับเขียว แข้งขาอ่อนแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ราวกับโดนถอดกระดูก เขากุมขมับทันทีพลางครางออกมาอย่างหมดเรี่ยวแรง 


             “จงฉางชื่อ... เจ้าต่อยจงฉางชื่อ? นั่นมันหูตาของฝ่าบาทนะหลินหยา! ต่อให้เจ้าไม่ชอบงานนางกำนัล แต่การไปต่อยหน้าคนระดับนั้น... เจ้ายังมีชีวิตรอดกลับมาได้ยังไงกัน?! พ่อจะบ้าตาย... พ่อจะบ้าตาย... พ่อต้องเตรียมโลงศพให้ตัวเองหรือให้เจ้าก่อนดี? ราชสำนักคงกำลังส่งมือสังหารตามหลังเจ้ามาเป็นแน่!” สิ้นคำของท่านพ่อก็เหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างขณะที่ท่านแม่จี้เหม่ยหรูพูดไม่ออก นางเอามือทาบอกแน่น ดวงตาเหลือกมองเพดานประหนึ่งจะสลบลงไปวินาทีใดวินาทีหนึ่ง


             ทว่าในวินาทีที่บรรยากาศกำลังวิกฤตอยู่นั้นเอง เสียงหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีก็ดังขึ้นมาจากทางหน้าต่างโถงใหญ่ ร่างของหนานจื้อหมิง พี่ชายคนที่สามผู้เป็นชาวยุทธ์เต็มตัวโผล่หัวออกมาจากกรอบหน้าต่างด้วยความไวประดุจลิงลม “ฮ่าๆๆๆ! สมเป็นน้องสาวข้า! ต่อยขันทีหลวงเจ็ดหมัดแล้วเดินยิ้มกลับบ้านได้ มีแต่เจ้าเท่านั้นแหละที่ทำได้หลินหยา!” จื้อหมิงหลุดขำจนตัวโยนพลางตบขอบหน้าต่างดังปัง ๆ 


             “พี่สามคนนี้ภูมิใจในตัวเจ้ายิ่งนัก! บอกมาสิว่ากระบวนท่าไหนที่เจ้าใช้ อัปเปอร์คัต(?)หรือหมัดตรง?”


             “หนานจื้อหมิง! หุบปาก!” เจ้าเมืองจิ่งหยางถลึงตาใส่บุตรชายคนที่สามจนจื้อหมิงต้องรีบหดคอหนีแล้วทำท่าซิปปากเงียบกริบในทันที


             ส่วนน้องเล็กหนานจื้อเจี้ยนที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ กลับทำตาโตเท่าไข่ห่าน เขาคว้าแขนเสื้อหลินหยาพลางเขย่าแรง ๆ “พี่หก... ท่านต่อยเขาจนฟันร่วงเลยไหม? ข้าอยากเก่งแบบท่านบ้างจัง! ต่อหน้าคนใหญ่คนโตยังกล้าประหมัด ข้าจะให้ท่านสอนมวยให้ข้าเดี๋ยวนี้เลย!”


             ส่วนหลินหยาตอนนี้น่ะหรอ เธอได้แต่ยิ้มแห้งสนิทพลางเกาหัวแกรก ๆ นางคิดไว้ไม่มีผิดว่าปฏิกิริยาของแต่ละคนจะเป็นเช่นนี้ ในใจก็นึกขอบคุณพี่สามที่ช่วยเบรกความตึงเครียดด้วยการทำเรื่องไร้สาระตามเคย แต่นางก็รู้ดีว่า พายุสงบได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะนางยังไม่ได้บอกเลยว่าจงฉางชื่อที่นางต่อยไปเจ็ดหมัดน่ะ บัดนี้กำลังยืนถือกระบี่อสรพิษอยู่หน้าประตูจวนของพวกเขานี่เองแหละ…


             หลินหยาพยายามฝืนยิ้มจนกล้ามเนื้อบนใบหน้าแทบเป็นตะคริว นางโบกไม้โบกมือวุ่นวายพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงระรื่นเกินจริงหวังจะกู้สถานการณ์ “โอ๊ย... ท่านปู่ ท่านพ่อเจ้าคะ ตอนนี้ข้าไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ! ข้าสบายดีทุกประการ อีกอย่างท่านจงฉางชื่อท่านนั้น... ท่านก็ใจดีกว้างขวางปานมหาสมุทร (????) เขาไม่ถือสาหาความข้าแล้วเจ้าค่ะ แถมตอนนี้ข้ายังเปิดร้านค้าส่วนตัวที่เมืองหลวงฉางอัน มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ มีความสุขดีมาก ๆ เลยด้วยนะเจ้าคะ!”


             ทว่า ยิ่งหลินหยาพูดมันก็เหมือนกับนางกำลัะงพยายามขายฝัน ให้ครอบครัวเพื่อความสบายใจเท่าไร บรรยากาศในห้องโถงกลับยิ่งดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งเท่านั้น โดยเฉพาะท่านปู่หนานเหวินซือและท่านพ่อหนานจิ่งหยางที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการราชการมาบ้าง แม้จะเป็นเพียงขุนนางท้องถิ่นแต่พวกเขาก็รู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์อันน่าสะพรึงกลัวของตำแหน่งจงฉางชื่อเป็นอย่างดี 


             ขันทีระดับหัวหน้าผู้กุมความลับหลังม่านไม้ไผ่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์เพทุบายและอำมหิตที่สุดในแผ่นดิน การที่เด็กกะโปโลบ้านนอกไปซัดหน้าเขาเจ็ดหมัดแล้วเขาจะยิ้มรับบอกว่าไม่เป็นไรนั้น... มันเป็นเรื่องเพ้อฝันยิ่งกว่านิยายประโลมโลกเสียอีก


             “เจ้ามันอ่อนต่อโลกเกินไปแล้วหลินหยา!” ท่านปู่แผดเสียงพลางตบโต๊ะจนน้ำชากระฉอกรอบที่สอง “เขาไม่ได้ไม่โกรธหรอก! เขาแค่กำลังเตรียมยาพิษที่ออกฤทธิ์ทรมานเจ็ดวันเจ็ดคืนให้เจ้ากินมากกว่า! คนระดับนั้นฆ่าคนไม่ต้องใช้ดาบด้วยซ้ำ!”


             “ไม่จริง... ไม่จริงแน่ ๆ...” ท่านพ่อพึมพำอย่างคนขวัญเสีย หน้าตาตื่นระแวงไปทุกทิศทาง “จงฉางชื่อผู้โหดเหี้ยมคนนั้นน่ะหรือจะยอมให้เจ้าต่อยฟรี ๆ? ไม่จริง! เขาต้องกำลังวางแผนถล่มจวนเราให้เป็นหน้ากลอง หรือไม่ก็สั่งกวาดล้างสามชั่วโคตรแน่ ๆ หลินหยา เจ้าพาหายนะมาสู่ตระกูลเราแล้ว!”


             และในจังหวะที่ความโกลาหลกำลังพุ่งสู่ขีดสุดและหลินหยาได้แต่เกาหัวแกรก ๆ อย่างจนใจ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นทว่านุ่มนวลอย่างผู้ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีก็ดังขึ้นที่หน้าประตูโถงใหญ่ ทุกสายตาพลันหันไปมองเป็นจุดเดียว ก่อนจะเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้าเพราะร่างสูงสง่าของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในโถงอย่างมีระดับราศี


             บุรุษผู้อาภรณ์เนื้อดีสีนุ่มนวลที่หลินหยาเป็นคนเลือกให้ส่งเสริมให้ใบหน้าคมคายดั่งภาพสลักนั้นดูโดดเด่นและสูงศักดิ์จนห้องโถงไม้เรียบง่ายของสกุลหนานดูหมองลงทันตา เขาหยุดยืนนิ่งอย่างมีท่วงท่า แผ่นหลังเหยียดตรงอย่างสง่างามแบบขุนนางวังหลวงระดับสูง แม้เขาจะไม่ถึงขั้นคุกเข่าคำนับแบบผู้น้อยทั่วไป ทว่าเขากลับประสานมือคำนับอย่างสุขุมและเปี่ยมด้วยมารยาทอันหาที่ติมิได้


             “คำนับทุกท่าน ข้าจางห่าวหมิง ดำรงตำแหน่งจงฉางชื่อ ข้ารับใช้เบื้องพระยุคลบาท...” เสียงของเขานุ่มลึกทว่ากังวานทรงอำนาจจนคนฟังขนลุกซู่ “ขออภัยที่มาเยือนจวนตระกูลหนานโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า หวังว่าท่านเจ้าเมืองและท่านผู้เฒ่าจะมิถือสา”


             สิ้นเสียงแนะนำตัวเต็มยศ บรรยากาศที่เคยโหวกเหวกพลันเงียบสงัดราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ท่านพ่อหนานจิ่งหยางและท่านปู่หนานเหวินซือถึงกับแข้งขาอ่อนแรงลงไปพร้อม ๆ กัน 


             ร่างของขุนนางท้องถิ่นผู้เคยผ่านสงครามและปราชญ์ผู้เคร่งครัดแทบจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นเพื่อเตรียมคำนับคืนด้วยอาการสั่นเทา เพราะบารมีและรังสีอำนาจที่แผ่ออกมาจากบุรุษตรงหน้านั้นมันของจริงยิ่งกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้หลายเท่าตัวนัก ส่วนจางกงกงยังคงยืนนิ่งพลางปรายตาคมกริบมองไปยังหลินหยาที่ยืนหน้าเจื่อนอยู่ด้านข้าง ในขณะที่พี่สามหนานจื้อหมิงที่เกาะขอบหน้าต่างอยู่ถึงกับลืมหัวเราะ และน้องเล็กจื้อเจี้ยนก็อ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ได้ในพริบตา


             หลินหยาที่หน้าเจื่อนได้แต่กรอกตาขึ้นมองคานหลังคาจวนจากการกระทำของจางกงกง พลางถอนหายใจทิ้งอย่างสุดกลั้น นางหันขวับไปมองสบตากับบุรุษหน้านิ่งที่เพิ่งเปิดตัวอลังการงานสร้างด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม 'ท่านจะเล่นอย่างนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?!' ในขณะที่จางกงกงผู้รู้ใจนางดีกลับเพียงปรายตาตอบกลับมาอย่างราบเรียบ มุมปากหยักขึ้นเพียงนิดคล้ายจะบอกว่า 'ทำไมข้าจะทำไม่ได้ ในเมื่อข้าคือความจริงที่เจ้าต้องยอมรับ'


             เมื่อหลินหยาเห็นว่าห้ามความมั่นหน้าของอสรพิษตนนี้ไม่ได้ หลินหยาจึงจำต้องเดินหน้าต่อ นางขยับกายเข้าไปยืนเคียงข้างจางกงกงอย่างองอาจ (แม้ขาจะสั่นนิด ๆ) ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วแนะนำเขาออกไปเสียงดังฟังชัด


             “ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าคะ... ไหน ๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว นี่คือท่านจางกงกง... เอ่อ จางห่าวหมิง เขาคือคนรักของข้าเองเจ้าค่ะ”


             เปรี้ยง!! (เอ็ฟเฟ็คในหัวของทุกคน)


             สิ้นเสียงประกาศกร้าวปานฟ้าผ่ากลางจวน บรรยากาศที่เคยเย็นเยือกพลันกลายเป็นความอึ้งกิมกี่ที่เงียบสนิทประหนึ่งสุสานคนเป็น มือที่เคยสั่นกึก ๆ ของท่านปู่หนานเหวินซือหยุดกึกลงในทันที ดวงตาภายใต้คิ้วขาวเบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า สมองของนักปราชญ์ม่อจื้อที่สะสมตรรกะมาค่อนชีวิตกำลังพยายามเชื่อมโยงคำว่า ‘คนรัก’ และ ‘จงฉางชื่อ’ และ ‘เจ็ดหมัด’ เข้าด้วยกัน... ทว่าพยายามเท่าใด ตรรกะเหล่านั้นก็พังพินาศยับเยินจนกู้ไม่กลับ


             “คนรัก... จงฉางชื่อ... ต่อยเจ็ดหมัด... รักนะจุ๊บ ๆ...” ท่านปู่พึมพำคำเหล่านี้วนไปวนมาประหนึ่งท่องมนต์ดำ ก่อนที่ดวงตาจะเหลือกลอย ร่างทั้งร่างอ่อนยุบลงล้มพับไปบนเก้าอี้ไม้แกะสลักในสภาพหมดสติสัมปชัญญะไปโดยดุษฎี!!!


             โคร่มมมม


             ทางด้านท่านพ่อหนานจิ่งหยางที่ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง เขามองใบหน้าคมกริบของจางกงกงที่สูงถึง 183 เซนติเมตร สลับกับมองมือกะเปี๊ยกของหลินหยาที่ดูเล็กจ้อยปานเม็ดถั่วที่ยังไม่งอก พ่อเจ้าเมืองผู้ผ่านศึกมองวนไปมาอยู่เช่นนั้นพลางพยายามปฏิเสธความจริงในใจ ทว่าลึก ๆ เขารู้ดีว่าความซนระดับทำลายล้างของลูกสาวคนนี้นั้น... 


             อะไรก็เกิดขึ้นได้! (ถ้ามีปาปริก้าาาาา)


             “เจ้าบอกว่า... เจ้าต่อยหน้า 'คนรัก' ของเจ้าไปเจ็ดหมัด... แล้วเขาก็ยังสะกดรอย เอ้ย ตามเจ้ามาถึงนี่... เพื่อมา... เพื่อมาเป็น...” ท่านพ่อพูดได้เพียงเท่านั้นก่อนที่แข้งขาจะอ่อนแรงราวกับโดนถอดวิญญาณ ร่างกำยำของอดีตขุนศึกหงายหลังสลบเหมือดตามท่านปู่ไปอีกรายในเวลาไล่เลี่ยกัน!!!


             โคร่มมมม (คนที่ 2)


             ในขณะที่ท่านแม่จี้เหม่ยหรูซึ่งเป็นผู้ที่ตั้งสติได้เร็วที่สุดกลับยืนสะอึกจนตัวโยน นางมองดูจางกงกงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอัศจรรย์ใจประหนึ่งเห็นพระเจ้าเสด็จลงมาจุติ “โถ่... ลูกแม่... เจ้านำคนเช่นนี้มาเป็นคนรักได้ยังไงลูกกก” นางอุทานออกมาด้วยความตื้นตันระคนช็อก “แม่นึกว่าเจ้าจะต้องอยู่บนคานทองตราบนานเท่านานจนไม่มีคนเอาไปเป็นฮูหยินเสียแล้ว... โอ๊ย นี้มันยิ่งกว่าบุญพาวาสนาส่งเสียอีกลูกรัก”


             ส่วนพี่สามหนานจื้อหมิงที่ยังเกาะขอบหน้าต่างอยู่ ถึงกับผิวปากหวือออกมาด้วยความเลื่อมใส “ว้าว... น้องสาวข้า รสนิยมเจ้าไม่ธรรมดาจริง ๆ ต่อยยอดฝีมือวังหลวงจนได้มาเป็นสามี ข้าขอคารวะในความอึดของท่านน้องเขยจริง ๆ”


             น้องเล็กจื้อเจี้ยนก็ไม่น้อยหน้า เขาเดินวนรอบจางกงกงพลางเงยหน้ามองจนคอตั้งบ่า “ท่านจะมาเป็นพี่เขยข้าจริง ๆ หรือ? ท่านสอนท่าป้องกันที่โดนพี่หกต่อยแล้วไม่ตายให้ข้าบ้างได้ไหม!”


             และตอนนี้หลินหยาที่เห็นสภาพแต่ละคนตอนนี้สภาพดูไม่ได้เลย เธอรีบโบกไม้โบกมือวุ่นวาย “ตอนนี้อย่าเพิ่งถามอะไรเลยเจ้าค่ะ! ท่านแม่ พี่สาม น้องเล็ก ช่วยท่านพ่อกับท่านปู่ก่อนเถอะเจ้าค่ะ เป็นลมไปกองกับพื้นหมดแล้ว!” แน่นอนว่าจางกงกงก็มองความโกลาหลตรงหน้าด้วยแววตาสงบนิ่งประหนึ่งน้ำในบ่อลึก เขาเพียงขยับพัดในมือเบา ๆ พลางเหลือบมองหลินหยาที่กำลังวุ่นวายปฐมพยาบาลคนในครอบครัว รอยยิ้มจาง ๆ ที่หาได้ยากปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างพึงใจ ในใจนึกขบขำที่การเปิดตัว ‘ว่าที่เขย’ ของเขาในครั้งนี้... 


             ช่างคุ้มค่ากับการเดินทางไกลหลายพันลี้มาถึงผานอวี้จริง ๆ

           ย่อสรุปเหตุการณ์ : กาวโคตร 5555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555 มีต่อๆ นะ 5555555555555555555555555555 มีออีกกกกกกกก 

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

แสดงความคิดเห็น

ดี: 5.0
ดี: 5
  โพสต์ 2026-1-29 11:45
โพสต์ 91445 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-1-28 02:00
โพสต์ 91,445 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +15 เกียรติยศ +15 ความศรัทธา จาก ชุดทิวาเมฆาล่อง   โพสต์ 2026-1-28 02:00
โพสต์ 91,445 ไบต์และได้รับ +6 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ +6 ความศรัทธา จาก รองเท้าหยุนเวย  โพสต์ 2026-1-28 02:00
โพสต์ 91,445 ไบต์และได้รับ [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ จาก โล่ไม้  โพสต์ 2026-1-28 02:00
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-2-4 05:45:34 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinYa เมื่อ 2026-2-4 05:54

อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ xx เดือน 12 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 11
เริ่มต้น ยามซื่อ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองผานอวี้ จักรวรรดิต้าฮั่น

ตอนพิเศษ 2

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นของจวนสกุลหนานในวันนี้ช่างเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดที่กรีดร้องเรไรอยู่ภายนอก ท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นเยียบของเหมันต์ฤดู โต๊ะไม้แดงทรงกลมขนาดใหญ่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ท่านปู่หนานเหวินซือนั่งในตำแหน่งประธานด้วยสีหน้าที่พยายามรักษาความสงบนิ่งตามหลักม่อจื้อ ฝั่งขวาคือท่านพ่อหนานจิ่งหยางที่นั่งเคียงข้างท่านแม่จี้เหม่ยหรูซึ่งมีสีหน้ากังวลระคนตื่นเต้น ถัดมาคือพี่สามจื้อหมิงและน้องเล็กจื้อเจี้ยนที่ทำตาปริบ ๆ ขณะที่ฝั่งซ้ายตรงข้ามกับท่านพ่อ คือที่นั่งของแขกผู้สูงศักดิ์อย่างจางห่าวหมิงซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างหลินหยา


ก่อนหน้าเขาคือบัณฑิตหน้าหยกแต่ตอนนี้เขาสลัดสิ่งนั้นออกเหลือเพียงจงฉางชื่อที่กำลังนั่งหลังตรง ท่วงท่าการจับตะเกียบสง่างามไร้ที่ติประหนึ่งถอดแบบออกมาจากตำราขุนนางวังหลวง ขณะที่หลินหยาทำเพียงก้มหน้าก้มตาคีบรากบัวเข้าปากพลางคิดในใจว่ารสชาติอาหารมื้อนี้เหตุใดจึงฝืดคอราวกับเคี้ยวทรายเสียเหลือเกิน


ท่านปู่เหวินซือกระแอมไอเบา ๆ ก่อนจะเริ่มบทสนทนาทำลายความเงียบที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ของห้องโถงในวันนี้ “ท่านกงกง... ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยในวังหลวง ข้าขอถามสักนิด กฎระเบียบในฉางอันช่วงนี้เคร่งครัดมากเพียงใด? เหตุใดหลานสาวจอมเซ่อซ่าของข้าถึงไปเดินสะดุดจนเข้าคุกหลวงได้?”


เมื่อได้ยินคำถามจางกงกงจึงวางตะเกียบลงอย่างนุ่มนวล ปรายตามองหลินหยาด้วยประกายตาที่อ่านยากก่อนจะหันไปทางท่านปู่ “ท่านอาวุโสหนาน กฎในวังนั้นเที่ยงธรรมเสมอ... แต่บางครั้งความกล้าหาญที่มากเกินไปของเสี่ยวหยาก็อาจทำให้ลำบากได้ นางมีความสามารถโดดเด่นทว่าไม่ชอบการบีบบังคับ ทราบหรือไม่ว่าตอนที่นางเข้ามาในวังครั้งแรกนั้นสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ว แต่ท่านไว้ใจได้ ข้าได้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ข้าเพียงทำหน้าที่สะสางความเข้าใจผิดนั้นให้เข้ารูปเข้ารอยเท่านั้น”


หลินหยาที่ได้ยินก็แทบจะสำลักน้ำแกงเมื่อได้ยินคำว่าสะสางความเข้าใจผิดของจางกงกง เพราะนางรู้ดีว่าคนข้าง ๆ นี่แหละที่เป็นคนบีบให้นางเข้าวังจนนางทนไม่ไหวแล้วซัดหน้าเขาไปเจ็ดหมัดเต็ม ๆ


ท่านพ่อจิ่งหยางที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามเขาจ้องจางกงกงตาไม่กะพริบรีบถามต่อด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง “สะสางหรือ? ข้าในฐานะเจ้าเมืองผานอวี้ ต้องขอขอบพระคุณที่ท่านเมตตา... แต่ข้าแปลกใจนัก ท่านเป็นถึงจงฉางชื่อ งานล้นมือนับพันอย่าง เหตุใดถึงต้องลำบากเดินทางไกลนับพันลี้มาส่งเด็กกะโปโลคนนี้ด้วยตัวเอง? หรือว่านางไปก่อเรื่องที่ร้ายแรงกว่าที่ข้าคิด?” คำถามนั้นเป็นคำถามที่ทำให้จางกงกงยกยิ้มเพียงบางเบา ท่าทางของเขายังดูดูเยือกเย็นทว่าทรงอำนาจจนปฎิเสธไม่ได้ 


“เมืองผานอวี้งดงามดั่งคำเล่าลือ ข้าเพียงอยากมาเห็นด้วยตาตนเองว่าเมืองแห่งบุปผชาติจะเพาะบ่มสตรีที่มีนิสัย… พิเศษ เช่นนี้ได้อย่างไร อีกอย่าง การได้เห็นนางอยู่ในสายตาของข้าตลอดเวลานั้น... ย่อมทำให้ข้าอุ่นใจกว่าปล่อยให้นางไปก่อเรื่องที่อื่น” สิ้นคำของจางกงกงก็ทำเอาท่านพ่อกับท่านปู่ของหลินหยานั้นขนคอลุกตั้งชันกับความหมายแฝงที่เจือจาง ๆ ออกมาจากบุรุษผู้ซึ่งอยู่ตรงหน้าพวกเขา


ในระหว่างที่ความกดดันกำลังพุ่งสูง พี่สามจื้อหมิงที่นั่งข้างหลินหยาก็กระแซะไหล่เข้ามาใกล้แล้วกระซิบกระซาบเสียงเบาพอให้ได้ยินกันสองคน “พิเศษที่ว่านี่คือต่อยคนสนิทฮ่องเต้ไปเจ็ดหมัดใช่ไหมน้องหก? ข้าว่าเขามิได้มาส่งเจ้ากลับบ้านแบบธรรมดาแล้วล่ะ สายตาเขามองเจ้าเหมือนมองกระต่ายที่หนีออกจากกรงชัด ๆ ข้าละสงสัยจริง ๆ ว่าเจ้าไปทำอีท่าไหนถึงได้ยอดคนขี้หวงคนนี้มาครองได้กัน”


คำถามนั้นทำเอาหลินหยาถลึงตาใส่พี่สามแต่ไม่กล้าตอบโต้ จางกงกงเหลือบมองจื้อหมิงด้วยสายตาเย็นเฉียบเพียงแวบเดียวจนพี่สามถึงกับสะดุ้งเงียบกริบทันที


ท่านแม่จี้เหม่ยหรูเห็นท่าไม่ดีจึงรีบแทรกขึ้นด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานเพื่อลดความตึงเครียด “โถ่... อย่ามัวแต่คุยเรื่องคุกเรื่องตารางกันเลยเจ้าค่ะ ท่านกงกงลองชิมลิ้นจี่เชื่อมของผานอวี้ดูหน่อยไหมเจ้าคะ? ผลไม้ปีนี้หวานหอมนัก หลินหยาเองก็ชอบทานมาก แม่เตรียมไว้ให้เจ้าเยอะเชียวลูก” จากคำของท่านแม่นั้นทำให้บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อยด้วยน้ำใจของท่านแม่ แต่กระนั้นสายตาที่เชือดเฉือนกันระหว่างเจ้าเมืองผานอวี้และจงฉางชื่อผู้ทรงอิทธิพลก็ยังคงดำเนินต่อไปภายใต้รอยยิ้มที่ต่างฝ่ายต่างปั้นแต่งขึ้นมา


ทว่าอยู่ ๆ เมื่อทานข้าวไปสักพักพายุอารมณ์บนโต๊ะอาหารเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งอย่างไม่มีใครตั้งตัว เมื่อท่านแม่จี้เหม่ยหรูผู้อ่อนหวานเริ่มขยับรอยยิ้มที่ละลายหัวใจให้กับทุกคน ทว่าดวงตากลับฉายแววพินิจพิเคราะห์อย่างหนัก นางวางจอกน้ำชาลงช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยถามบุรุษผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงนัยลึกซึ้ง “ท่านกงกงเจ้าคะ... หลินหยาเป็นเด็กดื้อรั้นเอาแต่ใจ ทั้งกิริยาก็อาจไม่เหมาะสมตามประสาเด็กบ้านนอก ไม่รู้ว่านางไปทำสิ่งใดให้รบกวนเวลาอันมีค่าของท่านถึงเพียงนี้เจ้าคะ?”


สิ้นคำจางกงกงขยับยิ้มที่มุมปากเพียงบางเบา ดวงตาคมกริบเหลือบมองหลินหยาที่กำลังตีหน้าซื่อทำเป็นสนใจน่องไก่ในจาน “คำว่ารบกวนนั้นออกจะเกินไปสักหน่อย... ในวังหลวงมีคนนอบน้อมนับหมื่นที่พร้อมจะก้มกราบ แต่คนที่มีความจริงใจและมีชีวิตชีวาอย่างแม่นางหลินหยานั้นหาได้ยากยิ่งนัก ความดื้อรั้นของนางมิได้ทำให้ข้าเสียเวลา กลับกัน... มันทำให้ข้ารู้สึกว่าเวลาที่เหลืออยู่นั้นมีค่าขึ้นมามากกว่าที่เคยเป็นมานับสิบปี” คำตอบที่กึ่งสารภาพรักกึ่งยกย่องทำเอาท่านแม่ของหลินหยาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง จนนางรีบถามต่อเพื่อหยั่งเชิงถึงสถานะในอนาคตของทั้งสองคน 


“ในเมื่อท่านกงกงเมตตาพาตัวนางมาส่งถึงที่นี่ด้วยตนเอง ต่อไปท่านมีแผนจะให้นางกลับไปช่วยงานที่เมืองหลวงอีกหรือไม่เจ้าคะ?” นางเอ่ยถามต่อ


จางกงกงวางตะเกียบลง ท่าทางของเขาดูมั่นคงดุจขุนเขา “ผานอวี้แม้จะร่มรื่น แต่ที่ฉางอันยังมีตำแหน่งสำคัญที่ว่างเว้นไว้รอให้นางกลับไปเติมเต็มอยู่เสมอ... ทราบหรือไม่ว่านางมีมิตรสหายในเมืองหลวงมากมายเพียงใด ทั้งขุนนางสามซันกง หรือแม้แต่หวยหนานอ๋อง พระปิตุลาในองค์จักรพรรดิ ก็ยังทรงเอ็นดูนางถึงขั้นเคยขอแต่งงานด้วยซ้ำ” สิ้นคำว่า ‘อ๋องขอแต่งงาน’ ท่านพ่อหนานจิ่งหยางที่กำลังซดน้ำแกงถึงกับสำลักออกมาจนหน้าแดง ขณะที่จางกงกงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบขึ้นหนึ่งส่วน “แต่แผนการในภายหน้าของข้าคือ... ที่ใดมีข้า ที่นั่นย่อมต้องมีนาง เพื่อให้ข้าแน่ใจว่านางจะไม่ไปก่อเรื่อง หรือไปสนิทสนมกับใครที่ข้าไม่สามารถคุ้มครองได้”


ท่านพ่อจิ่งหยางจึงรีบกระแอมไอแก้เขินพลางแทรกขึ้นด้วยความหวงลูกสาว “เห็นท่านกงกงดูแลนางเป็นอย่างดี... ไม่ทราบว่าในเมืองหลวง หลินหยาได้พึ่งพิงบารมีท่านในฐานะใดหรือ?” คำถามนั้นทำเอาจางกงกงหันไปประสานสายตากับเจ้าเมืองผานอวี้อย่างไม่ลดละ “หากจะบอกว่าพึ่งพิงบารมีก็คงมิผิดนัก แต่ในสายตาของข้า... เราคือหนี้ชีวิตที่ผูกพันกันอยู่ ข้าเป็นผู้ดึงนางออกมาจากคุกหลวง และนาง... ก็เป็นผู้ที่มอบสิ่งที่ข้าขาดหายไปตั้งแต่เกิดกลับคืนมาให้ ความสัมพันธ์ของเรานั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะใช้ตำแหน่งขุนนางมาจำกัดความได้” 


คำตอบของจางกงกงนั้นหนักแน่นเสียจนหลินหยาที่ได้ยินก็ถึงขั้นนิ่งอึ้ง นางหันไปถามจางกงกงด้วยใบหน้าที่เหมือนกับตกใจที่เขาเอ่ยแบบนั้นกับความสัมพันธ์ของนางกับเขาจนหลินหยาเผลอลอบยิ้มทั้งที่ตัวเองก็กำลังทานข้าวอบหมูน้ำค้างในยามนี้


ท่านแม่จี้เหม่ยหรูเริ่มใจอ่อนกับคำพูดที่หนักแน่นนั้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังอดสงสัยบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในใจของนางไม่ได้ “เช่นนั้นข้าสงสัยนัก สาวงามในฉางอันมีนับไม่ถ้วน เหตุใดท่านกงกงถึงได้เจาะจงให้ความเอ็นดูแก่เด็กกะโปโลเช่นนางถึงเพียงนี้เจ้าคะ?” มันคือคำถามของคนที่เป็นแม่ซึ่งให้ความเอ็นดูลูกสาวสุดหัวใจและอยากที่จะรู้จริง ๆ ว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะเป็นหลินหยาไม่ใช่ใครอื่น


จางกงกงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ คำถามนั้นทำให้เขารู้ว่านางเติบโตมาในครอบครัวที่รักหลินหยามากขนาดไหน แววตาที่มองหลินหยาเปลี่ยนเป็นลึกซึ้งอย่างเห็นได้ชัดเมื่อจะพูดสิ่งนี้ “สตรีงามในฉางอันเปรียบดั่งดอกไม้ในแจกัน งามแต่ไร้ชีวิตชีวา... ต่างจากหลินหยายิ่งนัก นางเป็นเหมือนลมมรสุมของผานอวี้ที่พัดเข้ามาพังกำแพงในใจของข้าจนย่อยยับ ที่สำคัญ... ในแผ่นดินนี้ มีเพียงนางที่กล้าสัมผัสข้าอย่างที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน ความกล้าหาญเช่นนี้ ข้าจะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร?”


หลินหยาหน้าแดงซ่านจนถึงใบหูเมื่อรู้ว่าสัมผัสที่เขาหมายถึงคือหมัดทั้งเจ็ดที่เคยฝากไว้บนหน้าเขาหรือมันคือสัมผัสที่หมายถึงสิ่งที่พวกเขาทั้งสองทำก่อนที่จะเข้าเขตเมืองผานอวี้กันนะ? ส่วนปฏิกิริยาของท่านปู่และท่านพ่อนั้นเหวอจนเสียกิริยาไปเรียบร้อยแล้ว พี่สามจื้อหมิงถึงกับยกนิ้วโป้งให้น้องสาวอยู่ใต้โต๊ะ ขณะที่น้องเล็กจื้อเจี้ยนทำตาโตเท่าไข่ห่าน


ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันกลับเต็มไปด้วยความกดดันที่มหาศาลกว่าเดิม จางกงกงยังคงนิ่งสงบราวกับกระแสน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง เขาคลี่พัดในมือออกช้า ๆ ท่วงท่าสง่างามทว่าแผ่รังสีคุกคามจาง ๆ แบบคนที่ถือไพ่เหนือกว่ามาโดยตลอด เขากวาดสายตามองทุกคนในตระกูลหนานด้วยรอยยิ้มละไมที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงสันหลัง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำลายความสงบสุขของจวนเจ้าเมืองผานอวี้จนย่อยยับ


“ที่ข้าต้องลำบากเดินทางไกลนับพันลี้มาส่งเสี่ยวหยาถึงที่จวนแห่งนี้ นอกจากความห่วงใยที่มีต่อนางแล้ว ข้ายังมีธุระสำคัญที่จะแจ้งให้พวกท่าน ทุกท่านทราบล่วงหน้า” จางกงกงเว้นจังหวะพลางหันไปสบตาหลินหยาที่กำลังทำหน้าเลิ่กลั่ก “ข้าได้ตัดสินใจแล้วว่า... ข้าจะแต่งงานกับหลินหยา และการมาครั้งนี้คือการมาบอกให้พวกท่านเริ่มเตรียมพิธีหมั้นหมายอย่างเป็นทางการได้เลย”


“แค่ก!”

“พรวด!”


เสียงสำลักน้ำแกงและเสียงจอกชาหลุดจากมือดังประสานกันเป็นพัลวัน ท่านปู่เหวินซือตาเหลือกค้างจนตัวสั่นเทา ท่านพ่อจิ่งหยางที่เพิ่งฟื้นจากอาการหน้ามืดถึงกับทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอีกรอบ ขณะที่หลินหยาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ดวงตาเบิกกว้างมองหน้าอสรพิษข้างกายด้วยความตกตะลึงสุดขีดกับคำพูดของจางกงกง “ทะ... ท่านพูดอะไรของท่านเจ้าคะ! ใครจะแต่ง... ใครจะหมั้น!” หลินหยาโพล่งออกมาเสียงหลง ใบหน้าแดงจัดลามไปถึงลำคอ 


“พิธีหมั้นอะไรกัน ข้าไม่เคยตกลง และข้าก็ไม่ชอบพิธีรีตองยุ่งยากพวกนั้นด้วย!”


ถึงหลินหยาจะโวยวายแต่จางกงกงหาได้สะทกสะท้านไม่ เขาหุบพัดลงดัง 'ปัง' ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบประหนึ่งคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ “เสี่ยวหยา... ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบความวุ่นวาย แต่ในฐานะที่ข้าเป็นขุนนางใหญ่เบื้องพระยุคลบาท ข้าจะปล่อยให้เจ้ามัวหมองมิได้ ดังนั้นขบวนแม่สื่อระดับสูงจากฉางอัน ขุนนางจากกรมพิธีการ พร้อมด้วยขบวนสินสอดเก้าสิบเก้าหีบได้เริ่มออกเดินทางจากนครหลวงแล้ว คาดว่าไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ขบวนทั้งหมดจะมาถึงหน้าจวนสกุลหนานแห่งนี้”


ท่านปู่เหวินซือที่พยายามตั้งสติถึงกับพูดไม่ออก “ขะ... ขบวนสินสอดจากกรมพิธีการ? นี่ท่านกะจะจัดพิธีลิ่วหลี่ให้ครบถ้วนสมเกียรติเลยหรือ?”


“ถูกต้องแล้วท่านอาวุโส” จางกงกงพยักหน้าอย่างสุภาพทว่าหนักแน่น ความจริงเขารู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอแบบนี้ แต่เพราะหากเขาบอกหลินหยาไว้ก่อน นางต้องปฎิเสธแน่นอน ใช้วิธีนี้ดีที่สุเ “ข้าจะดำเนินการตามโบราณราชประเพณีทุกประการ ตั้งแต่การสู่ขอ การขอวันเดือนปีเกิด ไปจนถึงการรับตัวเจ้าสาว เพื่อให้แผ่นดินนี้รู้ว่า หนาน หลินหยา คือสตรีเพียงผู้เดียวที่ข้าให้เกียรติสูงสุด”


ท่านพ่อของหลินหยาที่ได้ยินแบบนั้นเขาก็ถึงกับพูดไม่ออก มือที่ถือตะเกียบสั่นจนต้องวางลงเพื่อมิให้เสียกิริยา เขาจ้องมองจางกงกงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอึ้งและยอมจำนนอย่างปฎิเสธไม่ได้ "ท่านกงกง... การที่ท่านเตรียมตัวถึงขั้นนี้ท่านกราบทูลฝ่าบาทมาแล้วหรือ" เขาเอ่ยถาม แต่ทว่าเมื่อเห็นดวงตาแสนเจ้าเล่ห์ของจางกงกงเขาก็ถึงกับรีบพูดต่่อเพราะมันดันเป็นสายตาที่บ่งบอกว่า จะเหลือหรอ ... "เอ่อ... และท่านจัดขบวนหลวงมาเช่นนี้... ช่างเป็นวาสนาที่หนักอึ้งต่อตระกูลหนานยิ่งนัก ข้า... ข้าตื้นตันจนมิอาจหาคำใดมาเอ่ยได้ทันท่วงที” น้ำเสียงของเจ้าเมืองผานอวี้ดูจะแห้งแล้งและสั่นเครือเล็กน้อยเกินกว่าที่จะควบคุมได้ ก่อนที่สายตาของเจ้าเมืองผานอวี้จะก้นด่า 'ว่าที่ลูกเขย' สุดฤทธิ์


'ไอ้เจ้าคนเจ้าเล่ห์! นี่แกมิได้มาเพื่อสู่ขอตามมารยาท แต่แกตั้งใจเอาฮ่องเต้มาปิดปากข้าชัด ๆ! นี่มันคือการปิดทางหนีไม่ให้หลินหยาและพวกข้าขยับตัวไปไหนได้เลย... ร้ายกาจนักนะจางกงกง!'


หลินหยาที่บัดนี้หน้าแดงจนแทบจะระเบิด หันขวับไปมองจางกงกงด้วยสายตาเอาเรื่อง มือเรียวเล็กกำหมัดแน่นจนสั่น “ท่านจาง! ท่านมัดมือชกข้าชัด ๆ ทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้ท่านถึงไม่บอกข้าก่อนสักคำเจ้าคะ!” คำโวยวายของหลินหยาทำให้จางกงกงไม่ตอบเป็นคำพูด แต่กลับเอื้อมมือไปกุมมือเล็กของนางไว้ใต้โต๊ะ บีบเบา ๆ อย่างสื่อความหมาย แววตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้ฉายแววเจ้าเล่ห์และคลั่งรักอย่างปิดไม่มิด 


“บอกก่อนเจ้าก็หนีน่ะสิ... ในเมื่อข้าดักจับกระต่ายป่าตัวนี้ได้แล้ว มีหรือข้าจะยอมปล่อยให้เจ้ากระโดดหนีหายไปในป่าผานอวี้อีกครั้ง?”


พี่สามจื้อหมิงถึงกับผิวปากหวือพลางมองน้องสาวอย่างนึกขำ “ยอมรับเถอะน้องหก หมัดเจ็ดหมัดของเจ้าน่ะซื้อใจคชายคนนี้ได้อยู่หมัดจริง ๆ” ส่วนน้องเล็กจื้อเจี้ยนได้แต่พึมพำกับตัวเองว่า “พี่เขยข้า... โหดกว่าพี่สาวข้าอีกแฮะ” ท่ามกลางความโกลาหลและความเขินอายที่พุ่งพล่าน หลินหยาทำได้เพียงถลึงตาใส่ ‘ว่าที่สามี’ ผู้เอาแต่ใจที่สุดในแผ่นดิน ขณะที่จางกงกงยังคงนั่งจิบชาด้วยท่าทางสุนทรีย์ ราวกับว่าแผนการรวบหัวรวบหางสตรีจอมซนคนนี้... เป็นชัยชนะที่หอมหวานที่สุดในชีวิตขุนนางของเขาเลยทีเดียว


รางวัล
จบเควส เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
ปลดหัวใจแถวที่ 2 ของ จางกงกง
ได้รับ ของแทนใจ (เป็นเครื่องประดับ) จากจางกงกง และเข้าสู่พิธีหมั้นหมาย

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

แสดงความคิดเห็น

จนถนนเต็มแน่นไม่มีทางให้รถผ่าน  โพสต์ 2026-2-10 10:40
ในขณะผ่านเมืองฉางซากำลังกลับฉางอัน จู่ๆรถก็หยุดชะงักมีผู้ประสบภัยจากปีศาจที่เพิ่งมาก่อกวนเมื่อไม่นานนี้ ตอนนี้ทุกอย่างคลี่คลายแต่ก็ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยพลัดบ้านไร้ถิ่นแออัด  โพสต์ 2026-2-10 10:40
โพสต์ 74804 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-4 05:45
โพสต์ 74,804 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +15 เกียรติยศ +15 ความศรัทธา จาก ชุดทิวาเมฆาล่อง   โพสต์ 2026-2-4 05:45
โพสต์ 74,804 ไบต์และได้รับ +6 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ +6 ความศรัทธา จาก รองเท้าหยุนเวย  โพสต์ 2026-2-4 05:45
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-2-10 12:57:18 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ xx เดือน 03 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 12
เริ่มต้น ยามซื่อ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองฉางซา จักรวรรดิต้าฮั่น

ตอนพิเศษ 3

สายลมพัดผ่านแมกไม้ที่เริ่มผลัดใบ เปลี่ยนสีสันของขุนเขาให้กลายเป็นสีทองอร่ามสลับแดงชาด ท้องนภาในยามนี้สดใสกว่าคราเหมันต์ที่จากมา บ่งบอกถึงการเข้าสู่ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงอันอุดมสมบูรณ์ ขบวนรถม้าที่ประดับตกแต่งอย่างภูมิฐานทอดยาวไปตามเส้นทางหลวง มุ่งหน้ากลับสู่นครฉางอันอันยิ่งใหญ่ 


ภายในรถม้าคันหลักที่กรุด้วยแพรพรรณชั้นเลิศ หลินหยานั่งพิงพนักพิงหนานุ่ม ดวงตาสีน้ำตาลมะพร้าวอ่อนทอดมองออกไปนอกม่านรถม้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย บนข้อมือของนางสวมกำไลหยกเนื้อดีที่ได้รับจากตระกูลจาง และชุดที่นางสวมใส่นั้นแม้จะคงความเรียบง่ายตามนิสัย แต่ลวดลายปักและเนื้อผ้ากลับบ่งบอกถึงฐานะจู่ฟูเหรินแห่งสกุลจางอย่างเต็มตัว


เวลาสองเดือนที่ผ่านไป ณ เมืองผานอวี้ ราวกับความฝันที่จับต้องได้ พิธีหมั้นหมายที่จัดขึ้นอย่างสมเกียรติทำให้กำแพงในใจของคนสกุลหนานพังทลายลง ทิ้งไว้เพียงความผูกพันใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่างเจ้าเมืองชายทะเลและอสรพิษแห่งวังหลวง จางกงกงที่บัดนี้อยู่ในสถานะเขย(ตัวดี)แห่งสกุลหนาน นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างสงบ เขายังคงดูสง่างามและน่าเกรงขามดั่งเดิม ทว่าแววตาที่มองสตรีตรงหน้านั้นกลับมีความอ่อนโยนที่ลึกซึ้งกว่าครั้งใด มือเรียวยาวขยับพัดจีบเบา ๆ พลางสังเกตท่าทางของนางที่ดูเหมือนกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด


“เสี่ยวหยา... อีกไม่กี่ลี้ก็จะเข้าเขตเมืองฉางซาแล้ว เจ้าเหนื่อยเกินไปหรือไม่?” เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยขึ้น พลางเอื้อมมือไปกุมมือเล็กของหลินหยาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ


เพราะคำถามนั้นทำเอาหลินหยาหลุดจากภวังค์ หันมามองสบตาเขาแล้วยิ้มหวาน รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของอสรพิษหนุ่มเต้นผิดจังหวะได้เสมอ “ข้าไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะ เพียงแต่คิดว่าเวลาช่างผ่านไปเร็วนัก ตอนขามาข้ายังเป็นเพียงเด็กหลงทางที่ท่านคอยไล่ต้อน แต่ตอนนี้ข้ากลับต้องกลับไปในฐานะคนของสกุลจางเสียแล้ว” เมื่อพูดจบนางก็ขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด พิงศีรษะลงบนไหล่กว้างอย่างถือสิทธิ์ “ท่านพ่อกับท่านปู่กำชับข้าเสียยกใหญ่ว่าให้ปรนนิบัติท่านให้ดี ข้าล่ะสงสัยนักว่าใครเป็นลูกหลานแท้ ๆ ของพวกเขากันแน่ ทำไมตอนนี้ทุกคนถึงได้เข้าข้างท่านไปเสียหมด”


จางกงกงหัวเราะในลำคอแผ่วเบา เขาโอบไหล่นางไว้แน่นขึ้น กลิ่นไม้กฤษณาจาง ๆ จากตัวนางทำให้เขารู้สึกสงบใจอย่างประหลาด “ก็เพราะข้าเป็นเขยที่น่าเอ็นดูอย่างไรเล่า... อีกอย่าง ท่านพ่อของเจ้าเห็นว่าข้าสามารถกำราบมรสุมแห่งผานอวี้เช่นเจ้าได้ เขาจึงเบาใจและยกเจ้าให้ข้าอย่างเต็มใจที่สุด”


“กำราบหรือเจ้าคะ? ใครกำราบใครกันแน่เจ้าคะ!” หลินหยาเงยหน้าขึ้นทำตาปริบ ๆ “ท่านอย่าลืมว่าใครที่ต้องนั่งทำแผลให้ท่านตั้งนานสองนานที่ตงอู่นะเจ้าคะ!”


แม้หลินหยาจะโวยวายแต่จางกงกงกลับยกมือขึ้นลูบผมของนางอย่างเบามือ สายตาคมกริบมองผ่านม่านรถม้าไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้าที่เริ่มปรากฏเค้าลางของเมืองฉางซา เมืองสำคัญที่เป็นจุดพักก่อนจะถึงที่หมายสุดท้าย เส้นทางที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปมิใช่เพียงทางกลับสู่ราชสำนักอันวุ่นวาย แต่คือการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่ผูกพันด้วยสัญญาใจและพันธะที่มิอาจตัดขาด


“ไม่ว่าใครจะกำราบใคร...” เขาพึมพำกระซิบชิดขมับนาง “ในตอนนี้และตลอดไป เจ้าคือผู้เดียวที่ครองอำนาจเหนือใจข้า เสี่ยวหยา... จู่ฟูเหรินของข้า”


คำพูดที่แสนถือสิทธิอย่างร้ายกาจทำเอาหลินหยาหน้าแดงซ่านจนถึงใบหู นางซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดที่เย็นเยียบทว่ามั่นคงที่สุดในใต้หล้า ความเงียบสงบภายในรถม้าผสานไปกับเสียงเกือกม้าที่ขยับเป็นจังหวะ และสายลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดพาความสุขสันต์มาสู่การเดินทางครั้งใหม่ของคนทั้งสอง ที่บัดนี้มิใช่เพียงผู้ร่วมทาง แต่เป็นดั่งลมหายใจของกันและกัน


และเมื่อการเดินทางใกล้ถึงเมืองฉางซา อยู่ ๆ เสียงล้อรถม้าที่เคยบดเบียดพื้นถนนอย่างสม่ำเสมอค่อย ๆ ชะลอลงจนหยุดสนิท ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมขบวนเดินทางที่เคยเคลื่อนไหวอย่างราบรื่น ทิ้งไว้เพียงเสียงลมหายใจของม้าที่พ่นไอร้อนออกมาปะทะอากาศเย็นเยือกในยามบ่ายแก่ ๆ ของฤดูใบไม้ร่วง บรรยากาศรอบกายดูอึมครึมผิดปกติ ไม่ใช่เพียงเพราะเมฆครึ้มที่ลอยต่ำ แต่เป็นความรู้สึกกดดันบางอย่างที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องหน้า


ตอนนี้ภายในรถม้าคันหรูที่กรุด้วยผ้าไหมเนื้อดีกำลังมีหลินหยาที่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย นางเลิกม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย พยายามมองฝ่าฝูงคนและฝุ่นควันที่ลอยคลุ้งอยู่ไกล ๆ แต่ก็เห็นเพียงความวุ่นวายที่เลือนราง “ท่านพี่...” นางหันกลับมาเรียกจางกงกงด้วยสรรพนามใหม่ที่เริ่มคุ้นชิน “เหตุใดขบวนถึงหยุดนานผิดปกติเช่นนี้เจ้าคะ? หรือว่ามีด่านตรวจเข้มงวดที่หน้าประตูเมืองฉางซา?”


จางกงกงที่นั่งหลับตาพิงเบาะอยู่อย่างผ่อนคลายค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบฉายแววสงสัยเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยตามวิสัย เขาขยับพัดในมือเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังนักแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ “อาเหวิน” สิ้นเสียงเรียกเพียงชั่วอึดใจ องครักษ์คนสนิทผู้ทำหน้าที่ควบคุมขบวนก็ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างหน้าต่างรถม้า เขาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมแต่สีหน้าดูเคร่งเครียด 


“ขอรับนายท่าน”


“เกิดอะไรขึ้นข้างหน้า เหตุใดขบวนถึงไม่เคลื่อนต่อ?” จางกงกงถามเสียงเรียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันจนคนฟังต้องรีบรายงาน


“เรียนนายท่านและฮูหยิน...” อาเหวินตอบเสียงต่ำ “เส้นทางเข้าสู่ประตูเมืองฉางซาในขณะนี้ถูกปิดกั้นด้วยฝูงชนจำนวนมากขอรับ สืบความได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มปีศาจออกอาละวาดที่หมู่บ้านรอบนอกก่อนถึงตัวเมือง แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้ว แต่ชาวบ้านจำนวนมากสูญเสียที่อยู่อาศัย กลายเป็นผู้ลี้ภัยและคนไร้บ้าน พวกเขามารวมตัวกันอย่างแออัดเพื่อรอขอความช่วยเหลือและพยายามจะเบียดเสียดเข้าไปในกำแพงเมือง ทำให้ถนนสายหลักเต็มไปด้วยผู้คนจนขบวนรถม้าของเราไม่สามารถผ่านไปได้เลยขอรับ”


จากคำบอกเล่านั้นหลินหยาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย จนนางขยับตัวมาใกล้หน้าต่างทันที “ผู้ประสบภัยจากปีศาจหรือ?” น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความกังวลและความสงสาร “แล้วปีศาจพวกนั้นเล่า? จัดการไปหมดหรือยัง ไม่ใช่ว่ายังแอบซ่อนอยู่แถวนี้หรอกนะ?”


“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงขอรับฮูหยิน” อาเหวินรีบตอบ “กองทหารป้องกันเมืองฉางซาได้ปราบปรามพวกมันจนสิ้นซากแล้ว เพียงแต่ผลกระทบที่ทิ้งไว้นั้นรุนแรง หมู่บ้านหลายแห่งถูกทำลาย ชาวบ้านจึงไม่มีที่ไปขอรับ”


จางกงกงฟังรายงานจบก็เพียงพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกหรือเห็นใจจนออกนอกหน้า เขาเพียงปรายตามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นฝูงชนที่แออัดยัดเยียดกันอยู่ไกลลิบ ๆ ราวกับมดปลวกที่แตกรัง สำหรับเขา ความวุ่นวายเช่นนี้คือเรื่องปกติของโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และปีศาจรังแกมนุษย์ แต่สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดคือการเดินทางของเขาและฮูหยินต้องมาล่าช้าเพราะเรื่องพรรค์นี้ต่างหาก


“สั่งคนของเราให้เคลียร์เส้นทาง...” จางกงกงเอ่ยเสียงเย็น “บอกทางการเมืองฉางซาว่าขบวนของจงฉางชื่อต้องการผ่านทาง หากจัดการไม่ได้ภายในหนึ่งก้านธูป ข้าจะ...”


“ช้าก่อนเจ้าค่ะ” หลินหยาเอ่ยแทรกขึ้นทันควัน นางวางมือลงบนท่อนแขนของจางกงกงเพื่อห้ามปราม ก่อนจะหันไปมองอาเหวินด้วยแววตาครุ่นคิด


หลินหยากัดริมฝีปากล่างเบา ๆ สมองของอดีตแม่ค้าผู้เคยผ่านชีวิตยากลำบากและเด็กสาวผู้รักความถูกต้องกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพชาวบ้านที่ไร้ที่ซุกหัวนอนและความหวาดกลัวที่ยังคงตกค้างในแววตาของพวกเขาแม้มองจากที่ไกล ๆ ทำให้จิตใจของนางไม่อาจนิ่งเฉยได้ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว... ความคิดที่นางรู้ว่าอาจจะทำให้สามีขี้รำคาญผู้นี้ต้องถอนหายใจยาวอีกครั้ง แต่ในฐานะจู่ฟูเหรินแห่งสกุลจาง นางจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างไรกัน?


หลินหยาหันกลับมามองจางกงกง แววตาของนางเปล่งประกายมุ่งมั่นที่จางกงกงคุ้นเคยดี... แววตาแบบเดียวกับตอนที่นางตัดสินใจจะต่อยเขาเจ็ดหมัดไม่มีผิดเพี้ยนช “ท่านพี่...” นางเอ่ยเสียงหวานแต่หนักแน่น “ข้ามีความคิดบางอย่างเจ้าค่ะ...”


เพียงแค่คำนั้นจางกงกงที่มองสบตาหลินหยา เขารู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอฟังประโยคถัดไปว่า... การเดินทางเข้าฉางซาวันนี้คงไม่ได้จบลงแค่การผ่านทางง่าย ๆ เสียแล้ว เขาลอบถอนหายใจแผ่วเบา พับพัดในมือเก็บลง แล้วเตรียมใจรับฟังเรื่องยุ่งยากที่ฮูหยินตัวน้อยของเขากำลังจะสรรหามาให้ทำ


หลินหยาขยับกายเข้ามาชิดริมหน้าต่างรถม้าอีกครั้ง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแวววูบไหวเมื่อทอดมองไปยังกลุ่มควันและผู้คนที่อิดโรยอยู่เบื้องหน้า นางหันกลับมาสบตาผู้เป็นว่าที่สามีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นทว่าแฝงความออดอ้อนอยู่ในที “ท่านพี่เจ้าคะ... ขอให้ข้าได้ลงไปช่วยเหลือพวกชาวบ้านสักหน่อยเถอะนะเจ้าคะ” น้ำเสียงของหลินหยานั้นหวานหูแต่หนักแน่นด้วยเหตุผลบางอย่างที่ปิดไม่มิด 


“จริงอยู่ว่าฉางซาเป็นเมืองใหญ่และมั่งคั่ง แต่การที่มีผู้คนหลั่งไหลมาขอความช่วยเหลือมากมายกะทันหันเช่นนี้ ทางการคงจะรับมือไม่ทันเป็นแน่ ท่านอาเหวินบอกว่ากองทหารของเมืองจัดการเหล่าปีศาจไปแล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่หลังจากนั้นต่างหากเจ้าค่ะ... ชาวบ้านที่ไร้บ้าน ขาดแคลนอาหารและที่ซุกหัวนอน หากปล่อยไว้เช่นนี้ ความวุ่นวายย่อมตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย”


หลินหยาพูดเว้นจังหวะเล็กน้อย สังเกตสีหน้าเรียบเฉยของจางกงกงที่ยังคงอ่านยาก ก่อนจะรีบเสนอแผนการที่คิดไว้อย่างรวดเร็ว “ข้าคิดว่า... เราน่าจะให้คนในขบวนของเราแบ่งกำลังส่วนหนึ่งไปช่วยจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ลานกว้างนอกเมืองฉางซาก่อนดีไหมเจ้าคะ? เรามีเสบียงและเต็นท์กระโจมเหลือเฟือจากการเดินทาง แจ้งไปยังเจ้าเมืองฉางซาว่าขบวนของสกุลจางจะช่วยดูแลความเรียบร้อยเบื้องต้นและคัดกรองคนเจ็บป่วย เพื่อลดความแออัดหน้าประตูเมือง ระหว่างนี้ก็ให้ทางเมืองฉางซาเร่งจัดการพื้นที่รองรับผู้อพยพให้เรียบร้อย แล้วเราค่อยส่งมอบงานต่อ... แบบนี้ขบวนเราก็จะผ่านทางได้สะดวกขึ้นด้วยนะเจ้าคะ”


จางกงกงฟังแล้วเลิกคิ้วสูง มุมปากกระตุกยิ้มหยันเล็กน้อยตามวิสัยคนมองโลกในแง่ร้าย “เสี่ยวหยา... เจ้าคิดว่าข้าเป็นใคร? ข้าคือจงฉางชื่อ ข้ารับใช้ข้างกายฮ่องเต้ที่ผู้คนต่างหวาดเกรง มิใช่พ่อพระผู้ใจบุญที่จะต้องมาคอยเช็ดน้ำตาให้ใครข้างถนน ธุระของข้าคือการพาเจ้ากลับฉางอันให้เร็วที่สุด มิใช่มาตั้งโรงทานแจกข้าวต้ม” คำปฏิเสธที่แฝงความเย็นชานั้นไม่ได้ทำให้หลินหยาถอดใจ นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้มิได้ใจร้าย เพียงแต่เขามองโลกในมุมของอำนาจและผลประโยชน์ นางจึงขยับตัวเข้าไปนั่งเบียดเขา มือเรียวเล็กวางทาบลงบนหลังมือหนาที่วางอยู่บนตัก แล้วงัดไม้ตายที่นางรู้ว่าเขาไม่อาจปฏิเสธได้ออกมาใช้


“ท่านพี่... ท่านกล่าวผิดแล้วเจ้าค่ะ” หลินหยาเอ่ยเสียงนุ่ม ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของเขา “เพราะท่านคือจงฉางชื่อ ขุนนางคนสนิทที่ใกล้ชิดฝ่าบาทที่สุดต่างหากเล่า ท่านถึงจะเมินเฉยต่อเรื่องนี้ไม่ได้...”


คำนั้นทำเอาจางกงกงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอฟังตรรกะของภรรยาตัวแสบอย่างตั้งใจ


“ท่านลองตรองดูเถอะเจ้าค่ะ... หากชาวบ้านรู้ว่าขบวนรถม้าที่หรูหรานี้เป็นของขุนนางใหญ่จากเมืองหลวง แต่กลับแล่นผ่านผู้ตกทุกข์ได้ยากไปโดยไม่ไยดี ทั้งที่พวกเขากำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างทาง ชื่อเสียงของใครกันที่จะมัวหมอง?” หลินหยาเอ่ยบอกพลางไล่นิ้วเบา ๆ บนหลังมือของจางกงกงราวกับรู้ว่าตัวเองนั้นมีอำนาจในมือมากขึ้นกว่าเดิม “มิใช่เพียงท่าน... แต่จะพาลไปถึงฝ่าบาทผู้เป็นเจ้าเหนือหัวของท่านด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ราษฎรจะครหาว่าคนใกล้ชิดฮ่องเต้แล้งน้ำใจ แล้วฮ่องเต้จะทรงรักราษฎรจริงหรือ? เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อาจกลายเป็นไฟลามทุ่งทำลายพระเกียรติยศได้นะเจ้าคะ”


หลินหยานั้นยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเห็นแววตาของจางกงกงเริ่มเปลี่ยนไป “แต่ในทางกลับกัน... หากท่านยื่นมือเข้าช่วยในยามยาก ใช้อำนาจและบารมีของท่านจัดการความวุ่นวายที่เจ้าเมืองฉางซายังทำไม่ได้ นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้พ้นทุกข์แล้ว บารมีของท่านก็จะยิ่งขจรขจายว่าเป็นขุนนางตงฉินผู้เปี่ยมเมตตา (แม้ท่านจะไม่ใช่ก็เถอะ) และที่สำคัญที่สุด... นี่คือการประกาศพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาททางอ้อม ว่าแม้แต่คนของพระองค์ก็ยังห่วงใยพสกนิกร”

สิ้นคำนั้นหลินหยาเอียงคอเล็กน้อยอย่างน่ารักน่าชังใส่คนรักของตนเอง “ช่วยหนึ่งครั้ง ได้ประโยชน์ถึงสามทาง... ทั้งตัวท่าน ทั้งชื่อเสียงของฝ่าบาท และประชาชนตาดำ ๆ ... พ่อค้าที่ฉลาดอย่างท่าน จะยอมปล่อยให้การค้ากำไรงามเช่นนี้หลุดมือไปหรือเจ้าคะ?”


สายตาของจางกงกงมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน ทั้งทึ่ง ทั้งเอ็นดู และภาคภูมิใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าแม่ค้าตัวน้อยจากผานอวี้จะรู้จักเจรจาต่อรองโดยยกเอาการเมืองและหน้าตาของฮ่องเต้มาบีบบังคับเขาได้อย่างแนบเนียนถึงเพียงนี้ นางไม่ได้ขอร้องด้วยความสงสารเพียงอย่างเดียว แต่นางกำลังเจรจาผลประโยชน์กับเขาในภาษาที่เขาเข้าใจดีที่สุด


“เจ้ามัน...” จางกงกงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาในลำคอ “เจ้ามันเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวขึ้นทุกวันนะจู่ฟูเหริน... รู้จักเอาชื่อเสียงของฝ่าบาทมาขู่ข้าเชียวหรือ?” เขาพลิกมือกลับมากุมมือนางไว้แน่น บีบเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว “ก็ได้... ในเมื่อฮูหยินของข้าชี้แจงผลดีผลเสียได้ชัดเจนถึงเพียงนี้ ข้าจะยอมเป็นพ่อพระให้เจ้าสักวัน”


จางกงกงหันไปทางหน้าต่าง ตวาดสั่งการด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจที่ทำให้องครักษ์ด้านนอกต้องสะดุ้งตัวตรง “อาเหวิน! สั่งหยุดขบวน! แบ่งทหารครึ่งหนึ่งไปจัดตั้งกระโจมที่ลานกว้างด้านหน้า นำเสบียงแห้งในหีบที่สิบถึงสิบห้าออกมาแจกจ่าย แล้วส่งคนถือป้ายตราตั้งของข้าไปหาเจ้าเมืองฉางซา... บอกพวกเขาว่าหากข้าจัดการผู้อพยพเสร็จแล้วแต่พวกเขายังไม่โผล่หัวมารับช่วงต่อ ข้าจะเขียนรายงานถวายฝ่าบาทว่าเจ้าเมืองฉางซาไร้น้ำยาเพียงใด”


“ขอรับนายท่าน!” เสียงรับคำสั่งดังกึกก้องไปทั่วขบวน


คำสั่งของจางกงกงทำเอาหลินหยายิ้มแก้มปริ นางโผเข้ากอดแขนสามีอย่างดีใจ “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพี่! ท่านใจดีที่สุดในโลกเลย!”


หลังจากสั่งเสร็จจางกงกงปรายตามองหลินหยาด้วยหางตา ท่าทางดูเย่อหยิ่งทว่ามุมปากกลับยกยิ้มพึงพอใจกับสิ่งที่เขาทำลงไป “จำไว้เสียล่ะ... ข้าไม่ได้ทำเพื่อราษฎรพวกนั้น แต่ข้าทำเพราะไม่อยากให้ฮูหยินของข้าต้องขมวดคิ้วจนหน้าแก่ก่อนวัยต่างหาก” แม้ปากจะเอ่ยเช่นนั้น แต่ลึก ๆ แล้วจางกงกงก็อดชื่นชมในไหวพริบและความจิตใจดีของนางไม่ได้ การมีสตรีเช่นนี้อยู่ข้างกาย บางที... อาจจะทำให้เส้นทางขุนนางที่เปื้อนเลือดของเขาดูสะอาดตาขึ้นมาบ้างก็ได้


สรุปเหตุการณ์: หลินหยาขอให้จางกงกงทำจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ลานกว้างนอกเมืองฉางซา (ขบวนเดินทางช่วยกันจัดการ) ให้กับชาวบ้านและผู้คนที่อพยบจะเข้าเมืองฉางซา เพื่อช่วยดูแลความเรียบร้อยเบื้องต้นและคัดกรองคนเจ็บป่วย แจกจ่ายอาหารเพื่อลดความแออัดหน้าประตูเมือง ระหว่างนี้จางกงกงก็แจ้งให้ทางเมืองฉางซาเร่งจัดการพื้นที่รองรับผู้อพยพให้เรียบร้อยเพื่อที่จะได้ผ่านไปยังฉางอันได้

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

รางวัล: +5 ความสัมพันธ์สนทนาทั่วไป [NPC-11] จางกงกง 
หัวดี โบนัสเพิ่มความโปรดปราน+20 โบนัส 
ความสัมพันธ์พิเศษ (VIP) กับ NPC +10 แต้ม โบนัส 
ความโปรดปราน NPC เผ่ามนุษย์ (ผู้มีบุญ) +20 แต้ม
แถวที่ 2 หาร 2 = 27.5

(ตอนนี้ผมแถว 2 แล้ว อย่าลืมไปเพิ่มด้วยยยยยย)

แสดงความคิดเห็น

แล้วเจ้านั่นก็ปากหมาด้วย ก่อนปีศาจจะบุกจู่โจมหมู่บ้าน เจ้าเด็กคนนั้นสาปแช่งว่าปีศาจกำลังมาแล้วๆ ตะโกนอยู่นั่นล่ะ สามวันให้หลังปีศาจก็บุกมาจริงๆ ต้องเป็นเพราะปากพาซวยของมันแน่  โพสต์ 2026-2-10 14:33
ชาวบ้านที่คุณถาม บอกนั่นเป็นเด็กกาลกินีคุณหนูอย่าไปสนใจมันเลยขอรับ วันที่เจ้านั่นเกิดก็ทำให้พ่อแม่ถูกโจรฆ่ายกครัว ปล้นสดมหมู่บ้าน ท่านจอมยุทธ์วันนั้นไม่น่าผ่านมาเลย มันถึงรอดมาได้   โพสต์ 2026-2-10 14:32
ในขณะคุณกำลังเดินช่วยปลอบประโลมผู้ประสบภัย สายตาก็หันไปเห็นเด็กหนุ่มวัยหกขวบเส้นผมสีขาวนั่งแทะกระดูกเปล่าที่คนทิ้งขว้างด้วยความหิวโหย   โพสต์ 2026-2-10 14:31
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-11] จางกงกง เพิ่มขึ้น 27 โพสต์ 2026-2-10 14:30
โพสต์ 72005 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-10 12:57
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-2-10 15:23:20 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ xx เดือน 03 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 12
เริ่มต้น ยามโหย่ว เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองฉางซา จักรวรรดิต้าฮั่น

ตอนพิเศษ 4

            แสงสีส้มรำไรของอาทิตย์อัสดงทาบทับลงบนทุ่งหญ้ากว้างนอกกำแพงเมืองฉางซา กลิ่นดินและไอร้อนจากกองไฟที่เพิ่งถูกจุดขึ้นคละคลุ้งไปกับเสียงอื้ออึงของผู้คนที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ระทม ขบวนรถม้าที่เคยดูโอ่อ่าสง่างามบัดนี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการแจกจ่ายความเมตตา ทหารและองครักษ์สกุลจางต่างเร่งมือจัดระเบียบที่พักชั่วคราวตามคำสั่งของจูฟูเหรินที่เพิ่งรับตำแหน่งได้เพียงไม่นาน


            หลินหยาในชุดที่ดูคล่องแคล่วไม่เกะกะ เดินวนเวียนอยู่รอบกระโจมครัวที่เพิ่งตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วน นางลงมือคุมคนครัวด้วยตัวเอง คอยย้ำเตือนให้ใช้เครื่องปรุงและวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด น้ำซุปใสที่เคี่ยวจากกระดูกและผักพื้นบ้านเริ่มส่งกลิ่นหอมกรุ่นจาง ๆ ออกมาท่ามกลางความหนาวเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิที่กำลังโรยตัว ระหว่างนั้นหลินหยาก็หยิบผ้าสะอาดขึ้นเช็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ก่อนจะตักน้ำซุปขึ้นมาเป่าแล้วชิมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม 


            “น้ำซุปนี่ไม่ต้องปรุงให้จัดจ้านนักนะ เอาแค่ให้มีรสชาติกลมกล่อมพอให้คนเจ็บซดได้คล่องคอ พวกเขาขาดน้ำและอาหารมาหลายวัน ลำไส้ยังรับของหนักไม่ไหว” หลินหยาเอ่ยคำสั่งที่แฝงไปด้วยความรู้พื้นฐานของการค้าและการดูแลคน ทำให้เหล่าคนครัวต่างขยันขันแข็งขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อทำตามความต้องการของว่าที่ฮูหยินคนใหม่นี้


            เมื่อเห็นว่าน้ำซุปเริ่มได้ที่ หลินหยาจึงคว้าชามไม้ใบย่อมขึ้นมาตักน้ำซุปอุ่น ๆ จนเต็ม แล้วเดินตรงไปยังกลุ่มชาวบ้านที่นั่งจับเจ่าอยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ พวกเขาดูเสียขวัญและว่างเปล่า ดวงตาที่มองมานั้นไร้ประกายแห่งความหวังราวกับจิตวิญญาณได้ถูกพรากไปพร้อมกับบ้านเรือนที่วอดวายด้วยฝีมือปีศาจ หลินหายาเดินเข้าไปใกล้หญิงชราคนหนึ่งที่โอบอุ้มหลานชายตัวน้อยซึ่งสั่นเทิ้มด้วยความหนาว นางย่อกายลงอย่างไม่นึกรังเกียจฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามพื้นดิน พลางยื่นชามซุปอุ่น ๆ ส่งให้ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ “คุณยายเจ้าคะ ซดซุปร้อน ๆ นี่หน่อยนะเจ้าคะ จะได้มีแรงดูแลหลาน น้ำซุปนี่รสชาติอ่อน ๆ ทานได้แน่นอนเจ้าค่ะ”


            หญิงชรามองมือคู่เล็กที่ยื่นมาช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ รับชามไปอย่างสั่นเทา กลิ่นหอมของซุปและไออุ่นที่แผ่ออกมาทำให้ความหนาวเหน็บในใจเริ่มมลายไปทีละน้อย “ขอบคุณ... ขอบคุณเจ้าค่ะแม่นาง”


            หลังจากนั้นหลินหยายังคงเดินหน้าปลอบประโลมผู้คนด้วยความจริงใจ นางไม่ได้แสดงท่าทีหยิ่งยโสในฐานะภรรยาของขุนนางใหญ่แม้แต่น้อย ทุกการกระทำและคำพูดที่เรียบง่ายแต่ซื่อตรงของนาง ค่อย ๆ เรียกสติและความหวังของชาวบ้านให้คืนกลับมาทีละนิด


            ห่างออกไปไม่ไกลนัก ตอนนี้จางกงกงยืนกอดอกพิงรถม้าไม้แกะสลักพลางจ้องมองภาพของภรรยาที่กำลังวุ่นวายอยู่ท่ามกลางฝูงชน ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้ฉายแวววูบไหวอย่างยากจะคาดเดา เขาเคยเห็นสตรีมามากมาย ทั้งที่สูงศักดิ์นอบน้อมและที่งามล่มเมือง แต่ไม่มีใครเลยที่เหมือนกับหลินหยา นางเป็นเหมือนลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดเข้ามาปัดเป่าความหนาวเย็นในใจของเขา และบัดนี้ นางกำลังพัดผ่านไปเพื่อปัดเป่าความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น


            แม้ในใจเขาจะนึกรำคาญที่ต้องมาล่าช้าเพราะเรื่องไร้สาระของพวกชาวบ้าน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของนางยามที่ได้รับคำขอบคุณ และเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาคู่นั้น จางกงกงก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาวพลางสะบัดชายเสื้อเดินเข้าไปใกล้พื้นที่ครัวมากขึ้น เขามองดูเงาของหลินหยาที่วูบไหวตามแสงไฟจากเตา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจว่าการมีนางอยู่ข้างกายเช่นนี้ บางทีชีวิตที่เคยแห้งแล้งและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของเขา อาจจะเริ่มมีรสชาติที่กลมกล่อมเหมือนน้ำซุปใสในชามใบนั้นขึ้นมาบ้างก็ได้


            “เสี่ยวหยา ถ้าเจ้ายังไม่หยุดเดินแจกซุปจนลืมพัก ข้าจะสั่งให้คนครัวดับไฟเดี๋ยวนี้เลยนะ” จางกงกงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยความอาทรที่ปิดไม่มิด


            คำนั้นทำเอาหลินหยาหันกลับมาค้อนให้เขาหนึ่งวงโตพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า “ท่านก็อย่ามัวแต่ยืนบ่นอยู่ตรงนั้นเลยเจ้าค่ะ ถ้าท่านว่างนักก็ช่วยสั่งให้คนของท่านไปหามุ้งหรือผ้าห่มมาเพิ่มให้พวกเด็ก ๆ หน่อยเถอะเจ้าค่ะ ถือว่าข้าขอร้องนะเจ้าคะ” เสียงเอ่ยขอของหลินหยาเอ่ย อสรพิษแห่งวังหลวงก็ทำเพียงขยับพัดในมือเบา ๆ ก่อนจะปรายตาไปยังองครักษ์อาเหวินเป็นเชิงสั่งการ แม้ปากจะบ่นแต่การกระทำกลับตามใจนางอย่างที่สุด


            เมื่อเห็นว่าสามียอมโอนอ่อนตามใจ หลินหยาก็ยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก นางหันหลังกลับมาเตรียมจะไปตักน้ำซุปเพิ่ม ทว่าสายตาพลันไปสะดุดเข้ากับเงาร่างเล็กกระจ้อยร่อยที่ซุกตัวอยู่ตรงมุมอับใกล้กองฟืนที่ห่างไกลจากวงล้อมของผู้คน ร่างนั่นคือเด็กน้อย... เด็กชายตัวผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก วัยดูแล้วน่าจะไม่เกินห้าขวบปี เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดวิ่นจนแทบไม่กันหนาว ตามเนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบโคลนและฝุ่นผง แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเส้นผมบนศีรษะเล็ก ๆ นั่น... มันไม่ใช่สีดำขลับดั่งเช่นเด็กทั่วไป แต่มันกลับเป็นสีขาวโพลนดั่งหิมะที่หม่นหมอง ชี้ฟูยุ่งเหยิงราวกับรังนกที่ถูกทิ้งร้าง


            หลินหยาเพ่งมองฝ่าความสลัวของยามเย็น หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อเห็นสิ่งที่เด็กน้อยกำลังทำ มือเล็กที่สั่นเทานั้นกำลังประคองบางสิ่งขึ้นมาจรดริมฝีปาก... มันคือกระดูกเปล่าที่ไร้เศษเนื้อ ซึ่งมีใครสักคนโยนทิ้งไว้บนพื้นดินที่สกปรกโสโครก เด็กน้อยกำลังใช้ฟันเล็ก ๆ แทะเล็มกระดูกท่อนนั้นด้วยความหิวโหย ดวงตาที่ลึกโหลเหม่อลอยไร้แววชีวิตชีวา ราวกับสุนัขจรจัดที่พยายามยื้อชีวิตตัวเองไปวัน ๆ


            “พระเจ้าช่วย...” หลินหยาอุทานออกมาเสียงแผ่ว ความสงสารแล่นพล่านไปทั่วอก นางกำชามไม้ในมือแน่นจนนิ้วขาวซีด ก่อนจะไม่รั้งรอสิ่งใดอีก นางรีบตักน้ำซุปอุ่น ๆ ที่มีเนื้อและผักจนพูนชาม แล้วก้าวเท้าฉับ ๆ ตรงดิ่งไปยังมุมมืดนั้นทันที


            ทว่ายังไม่ทันที่นางจะก้าวไปถึงตัวเด็กน้อย ร่างของชาวบ้านชายฉกรรจ์สองสามคนก็รีบถลันเข้ามาขวางหน้านางไว้ สีหน้าของพวกเขาดูตื่นตระหนกและรังเกียจเดียดฉันท์อย่างปิดไม่มิด “หยุดก่อนขอรับแม่นาง! อย่าเข้าไปใกล้มันนะขอรับ!” ชายคนหนึ่งร้องห้ามเสียงหลง พลางยกมือทำท่าปัดไล่เหมือนกำลังไล่แมลงวัน “อย่าเอามืออันสูงส่งของแม่นางไปเกลือกกลั้วกับไอ้เด็กกาลกิณีคนนั้นเลยขอรับ!”


            คำนั้นทำเอาหลินหยาชะงักฝีเท้า ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจระคนไม่พอใจ “เจ้าพูดอะไรของเจ้า? เด็กคนนั้นกำลังจะอดตายอยู่แล้วนะ! หลีกไป ข้าจะเอาซุปไปให้เขา”


            “ไม่ได้นะขอรับ!” ชาวบ้านอีกคนรีบเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขยะแขยง “ท่านไม่เห็นหรือว่ามันผมขาวโพลนผิดมนุษย์มนา! มันเป็นตัวซวย! ตั้งแต่เกิดมาพ่อแม่มันก็ตายโหงกันหมดเพราะฤทธิ์เดชความอัปมงคลของมัน!”


            “เพียงเพราะผมขาวเนี่ยนะ?” หลินหยาที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำเอาเธอต้องมองค้อนคนที่พูดคนนั้น


            “ไม่ใช่แค่นั้นขอรับ!” ชายคนแรกกระซิบกระซาบด้วยแววตาหวาดกลัว “หมู่บ้านเดิมของมัน... ทั้งหมู่บ้านโดนโจรป่าบุกปล้นฆ่าล้างโคตร ไม่เหลือรอดแม้แต่ไก่สักตัว ก็เพราะอาถรรพ์ของมันนี่แหละ! คนทั้งหมู่บ้านตายเรียบเป็นผีเฝ้าหลุม...” หลังจากนั้นเขาก็ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเหยียดหยามเมื่อมองไปทางเด็กชายผมขาว “ท่านคงไม่เชื่อ แต่มีแต่มัน... มีแต่มันคนเดียวที่ระเห็จรอดชีวิตมาได้ เพราะดันมีจอมยุทธ์พเนจรผ่านทางมาช่วยไว้ทัน... ฮึ! สวรรค์ช่างไร้ตาแท้ ๆ หากจอมยุทธ์ผู้นั้นไม่สอดมือเข้าช่วย ป่านนี้มันคงตายตกไปตามกัน ไม่ต้องมาเป็นเสนียดจัญไรให้พวกข้าต้องหวาดระแวงว่าความซวยจะมาถึงตัวเมื่อไหร่เช่นนี้หรอกขอรับ!”


            คำพูดที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและการแช่งชักหักกระดูกดังออกมาจากปากของผู้ใหญ่ตัวโต ๆ ที่กำลังรังแกเด็กตัวเล็ก ๆ เพียงคนเดียว หลินหยาฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออก ความเวทนาเปลี่ยนเป็นความโกรธที่แล่นริ้วขึ้นสมอง นางมองดูเด็กน้อยที่ยังคงนั่งแทะกระดูกอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ท่ามกลางสายตาอาฆาตมาดร้ายของผู้คนรอบข้างที่พร้อมจะเหยียบย่ำให้จมดินเพียงเพราะความเชื่องมงายไร้สาระ


            ความโกรธของหลินหยานั้นคุกกรุ่นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ หลินหยาปรายสายตามองชาวบ้านที่รุมล้อมอยู่ด้วยแววตาที่เย็นเยียบลงหลายส่วน นางมิใช่คุณหนูในจวนที่อ่อนต่อโลก และมิใช่คนที่จะยอมให้ใครมาชี้นำความถูกต้องด้วยความงมงายเพียงไม่กี่คำ พวกท่านพูดอะไรก็ระวังปากเอาไว้หน่อย เสียงของหลินหยาเย็นเฉียบจนชาวบ้านกลุ่มนั้นชะงักงัน “แม้ข้าจะเมตตาใจดี แต่กับคนที่ไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนด้วยกัน... ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน อำนาจในมือข้าอาจจะไม่ได้มีไว้เพื่อรังแกใคร แต่ถ้าใครกล้ามาขัดขวางการช่วยชีวิตคนของข้า ข้าก็ไม่รับรองความปลอดภัยของลิ้นพวกท่านเช่นกัน”


            คำขู่นั้นได้ผลชะงัด ชาวบ้านที่เคยท่าทีพยศกลับตัวสั่นงันงก บรรยากาศรอบกายพลันเงียบกริบ ทว่าความรังเกียจที่ฝังรากลึกยังคงฉายชัดในแววตา พวกเขาขยับถอยร่นแต่ยังไม่วายพยายามจะเตือนด้วยความเชื่อที่ปักใจของพวกเขา


            “ม... แม่นาง ท่านไม่รู้อะไรที่ข้าพูดไปเพราะหวังดีกับแม่นาง” ชายคนเดิมละล่ำละลักบอก พยายามใช้ถ้อยคำที่ดูนุ่มนวลลง “เจ้าเด็กนั่นมันมีวาจาเป็นภัย ก่อนที่ปีศาจจะบุกจู่โจมหมู่บ้านของพวกเรา เจ้าเด็กนี่มันเอาแต่ตะโกนสาปแช่งว่า ‘ปีศาจกำลังจะมาแล้ว... ปีศาจกำลังจะมา!’ มันวิ่งวุ่นร้องตะโกนอยู่อย่างนั้นถึงสามวันสามคืน แล้วหลังจากนั้นปีศาจก็บุกมาฆ่าล้างหมู่บ้านจริง ๆ! เห็นชัด ๆ ว่ามันนั่นแหละที่เรียกพวกอสุรกายมา”


            คำเล่านั้นพอหลินหยาได้ฟังดังนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ความคิดหนึ่งของนางนั้นแล่นผ่านเข้ามาในใจทันที... เจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้สาปแช่ง แต่เขากำลังเตือนต่างหาก! ทว่าคนพวกนี้กลับเลือกที่จะป้ายความผิดให้เด็กตัวเล็ก ๆ เพียงเพราะความกลัวและความเขลาของตนเองงั้นหรอ’


            หลินหยาเชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตามุ่งมั่นคู่นั้นหาได้ไหวติงต่อเสียงสบประมาทหรือสายตาประณามของฝูงชนที่ล้อมรอบ นางหาได้แยแสต่อคำว่ากาลกิณีที่คนเหล่านั้นพยายามยัดเยียดให้เด็กตัวเล็ก ๆ เพียงคนเดียวด้วยความขลาดเขลา หลินหยาหันไปสบตากับจางกงกงเพียงชั่วครู่ สื่อสารผ่านสายตาอันมั่นคงว่านางตัดสินใจแล้ว และอสรพิษเงามืดผู้นั้นก็เพียงแค่นิ่งเฉยประหนึ่งหินสลัก ทว่าดวงตาคู่คมกลับฉายประกายบางอย่างที่บอกให้นางรู้ว่า เขาจะคอยเป็นเกราะกำแพงอยู่เบื้องหลังนางเสมอ ไม่ว่านางจะทำสิ่งใด


            ทันทีที่เห็นแบบนั้นหลินหยาก็สะบัดชายเสื้อก้าวเท้าฉับ ๆ ตรงดิ่งไปยังเงามืดที่อับเฉาที่สุด ทิ้งเสียงซุบซิบนินทาที่เริ่มเบาบางลงด้วยความยำเกรงในบารมีของขบวนขุนนางไว้เบื้องหลัง ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นดินมอมแมมประหนึ่งการประกาศเจตนารมณ์ว่าความเมตตาของนางนั้นยิ่งใหญ่กว่าจารีตอันงมงาย ยิ่งเข้าใกล้ กลิ่นอายของความอ้างว้างและกลิ่นสาบของความลำบากก็ยิ่งชัดเจน เส้นผมสีขาวโพลนที่ผิดแผกจากผู้คนทั่วไปของเด็กชายดูหมองหม่นและพันกันยุ่งเหยิงราวกับรังนกที่ถูกทิ้งร้างท่ามกลางพายุ เด็กน้อยยังคงก้มหน้าแทะท่อนกระดูกเปล่า ๆ ที่มีรอยเขี้ยวครูดจนเป็นร่อง มือเล็กที่สั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บและหิวโหยนั้นช่างเปราะบางเสียจนน่าเวทนา


            หลินหยาย่อกายลงอย่างนุ่มนวลต่อหน้าเขาให้ตัวเธออยู่ในระดับเดียวกันกับเด็ก ก่อนที่จะส่งชามซุปไม้ที่ส่งไออุ่นกรุ่นโชยกลิ่นหอมของเนื้อเคี่ยวและผักสดถูกวางลงตรงหน้าเด็กชายช้า ๆ แสงไฟวูบวาบจากกองไฟไกล ๆ สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบเขม่าดินจนแทบไม่เห็นผิวเดิม ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของหลินหยาเจ็บแปลบที่สุดคือดวงตาคู่โตที่ดูเลื่อนลอยและว่างเปล่าราวกับดวงวิญญาณได้แตกสลายไปนานแล้ว


            “กินนี่เถอะนะเด็กน้อย...” เสียงของนางอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับกลัวว่าความดังเพียงนิดจะทำให้ร่างเล็ก ๆ ตรงหน้าสลายหายไป “วางกระดูกที่ไร้รสชาตินั่นลงเถอะ ข้ามีซุปร้อน ๆ ที่จะทำให้เจ้าอุ่นไปถึงข้างใน... กินให้เต็มที่เลยนะ ข้าเตรียมมาให้เจ้า”


            เด็กชายชะงักกะทันหัน เสียงฟันที่ครูดกับกระดูกหยุดลง เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองนางอย่างระแวดระวัง ดวงตาที่ลึกโหลคู่นั้นฉายแววหวาดกลัวอย่างรุนแรงประหนึ่งสัตว์ป่าที่ถูกรังแกมานับครั้งไม่ถ้วน เขาขยับตัวถอยกรูดจนหลังพิงติดกับกองฟืนมอดไหม้ ร่างกายสั่นเทิ้มประหนึ่งลูกนกที่กำลังรอรับแรงกระแทกจากหินขว้าง ราวกับว่าคำพูดดี ๆ และอาหารถูกส่งมาเพียงเพื่อเป็นกับดักก่อนการด่าทอจะเริ่มต้นขึ้น


            หลินหยาไม่ได้ขยับหนี นางกลับเลื่อนชามซุปเข้าไปใกล้เขาอีกนิดอย่างอดทน “ไม่ต้องกลัว... ข้าไม่เหมือนคนพวกนั้น ข้ามาเพื่อช่วยเจ้าจริง ๆ ดูสิ น้ำซุปนี่ยังร้อนอยู่เลยนะ” ในใจของหลินหยาตอนนี้ไม่มีที่ว่างให้ความรังเกียจ มีเพียงความเจ็บปวดลึก ๆ ที่เห็นเด็กคนหนึ่งต้องแบกรับตราบาปที่เขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ เพียงเพราะสีผมที่สวรรค์ประทานมาไม่เหมือนใคร กลับกลายเป็นกรงขังที่ขังเขาไว้กับความโดดเดี่ยว 


            ความรู้สึกเวทนาต่อความเป็นมนุษย์ทพให้นางอยากจะคว้าตัวเขามากอดไว้เพื่อบอกว่าเขาไม่ใช่ตัวซวย และเส้นผมสีขาวนี้ก็เปรียบดั่งหิมะที่บริสุทธิ์ หาใช่เครื่องหมายของปีศาจ ทว่าในยามนี้ สิ่งที่นางทำได้ดีที่สุดคือการหยิบยื่นความหวังผ่านน้ำซุปชามเล็ก ๆ เพื่อยื้อชีวิตที่โลกใบนี้กำลังพยายามผลักไสให้เด็กตรงหน้าดับสูญ


            จางกงกงซึ่งยืนมองอยู่ไกล ๆ หรี่ตาลงมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ปราณอสรพิษรอบกายเขาวูบไหวตามอารมณ์ที่สั่นคลอนลึก ๆ เขาเห็นภาพซ้อนของเด็กน้อยผมขาวคนนั้นเป็นตัวเขาเองในอดีต... คนที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งอัปมงคล เป็นขยะที่ไร้ค่าในสายตาผู้เป็นพ่อ และเขาก็เห็นภาพของหลินหยาเป็นดั่งแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่ยอมเสี่ยงก้าวเข้ามาในโลกมืดมิดของเขาโดยไม่สนคำครหา นางคือคนประเภทที่จะยื่นมือไปหาคนที่ทุกคนรังเกียจ และนั่นคือเหตุผลที่อสรพิษเย็นชาเช่นเขายอมเคียงกายของนาง


            จางกงกงพ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจว่า หากโลกนี้ใจร้ายกับเด็กคนนี้เพียงเพราะเขาต่างเช่นนั้นเขาก็จะให้หลินหยาเป็นคนพิพากษาเองว่าชีวิตนี้ควรค่าแก่การรักษาไว้หรือไม่ และแน่นอนว่าคำตอบของนางย่อมประจักษ์ชัดอยู่ตรงหน้าแล้ว…


            ว่านางคงจะช่วยเหลือเด็กคนนี้


สรุปเหตุการณ์: หลินหยาที่กำลังช่วยเหลือชาวบ้านในช่วงเย็นพบกับเด็กวัยประมาณ 4-5 ขวบ (ความจริง 6 แต่ขาดแคลนอาหาร) หลินหยาโดนเตือนว่าเด็กนั้นเป็นกาลกินี แต่หลินหยาก็บอกว่าเธอจะช่วยเด็กคนนั้น เพราะหลินหยาสะเทือนใจกับเด็กตัวเล็กๆ ที่ต้องแทะกระดูกประทังชีวิตหลินหยาเลยเดินเข้าไปทำให้เด็กสบายใจด้วยการย่อตัวให้ระดับเดียวกับเขาแล้วมอบซุปให้ท่ามกลางที่จางกงกงก็มองอยู่ จางกงกงคิดว่าเด็กคนนั้นเหมือนตัวเองสมัยก่อนที่คนทั้งตระกูลก็ไม่ต้องการเขาเหมือนกัน

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

อื่น ๆ : มอบ ซุปใสใบหลิว (อาหารเกรดแดง) 1 ถ้วย ให้ เด็กชายปริศนาหัวขาว

รางวัล: +5 ความสัมพันธ์สนทนาทั่วไป [NPC-11] จางกงกง 
หัวดี โบนัสเพิ่มความโปรดปราน+20 โบนัส 
ความสัมพันธ์พิเศษ (VIP) กับ NPC +10 แต้ม โบนัส 
ความโปรดปราน NPC เผ่ามนุษย์ (ผู้มีบุญ) +20 แต้ม
แถวที่ 2 หาร 2 = 27.5

(ตอนนี้ผมแถว 2 แล้ว อย่าลืมไปเพิ่มด้วยยยยยย)

แสดงความคิดเห็น

ก่อนยกถ้วยขึ้นเลียเศษเนื้อที่หลงเหลือเพียงน้อยนิด  โพสต์ 2026-2-10 21:08
เขาบอกเขาเป็นตัวซวย ผู้คนเรียกเขาแบบนั้น... ในขณะพูดท้องเด็กร้องจ๊อกๆดังระทมอีกราวกับอดอยากมาหลายมื้อจนซุปถ้วยเดียวไม่อาจประทังความหิว แต่เขาก็ไม่ร้องขออาหารด้วยความกลัว   โพสต์ 2026-2-10 21:08
เด็กชดอย่างหิวโหย เขาพูดตะกุกตะกักจะสื่อว่า ท่านไม่กลัวข้าหรือ (เด็กพูดติดกันแค่สามคำต่อประโยคด้วยความกลัวผู้คน)  โพสต์ 2026-2-10 21:06
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-11] จางกงกง เพิ่มขึ้น 27 โพสต์ 2026-2-10 21:06
โพสต์ 72541 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-10 15:23
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-2-11 10:56:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ xx เดือน 03 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 12
เริ่มต้น ยามโหย่ว เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองฉางซา จักรวรรดิต้าฮั่น

ตอนพิเศษ 5

เมื่อเห็นน้ำซุปที่โชยกลิ่นหอมกรุ่นอยู่ตรงหน้า ความหิวโหยที่ฝังลึกอยู่ในไส้พุงมานานวันก็พุ่งขึ้นมาจนบดบังความหวาดกลัวทั้งปวง เด็กชายผมขาวคว้าชามไม้มาประคองไว้ด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะจรดขอบชามลงบนริมฝีปากที่แตกแห้งแล้วเริ่มซดน้ำซุปอึกใหญ่เสียงดังสนิท เขาซดเอาซดเอาประหนึ่งคนกำลังจะขาดใจตายในวินาทีถัดไป เสียงสำลักและเสียงสูดน้ำซุปดังระงมท่ามกลางความเงียบงัน น้ำซุปอุ่น ๆ ไหลเปรอะเปื้อนตามคางและมือมอมแมม ทว่าเด็กชายกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย ร่างกายเล็ก ๆ นั่นสั่นสะท้านทุกครั้งที่กลืนความอบอุ่นลงไปในลำคอที่แห้งผาก


หลินหยาเห็นภาพนั้นแล้วขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ด้วยความสะเทือนใจ นางรีบยื่นมือไปประคองก้นชามไว้เบา ๆ เพื่อไม่ให้เขาทำหก พลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ค่อย ๆ กินนะเด็กน้อย... กินช้าลงหน่อยเถอะเจ้าคะ หากเจ้าซดเร็วเช่นนี้ ร่างกายของเจ้าจะรับไม่ไหว แล้วเจ้าจะคะย่อนมันออกมาเสียหมดนะ”


เสียงเตือนด้วยความหวังดีทำให้เด็กน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินหยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนเสียดายอาหารในชาม ทว่าเมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยจริงแท้ของสตรีตรงหน้า เขาก็ยอมโอนอ่อนตามคำของนาง เด็กชายเริ่มจิบน้ำซุปช้าลงทีละนิด แม้ฟันจะยังกระทบกันกึก ๆ ด้วยความหนาวแต่ความเร่งรีบดั่งสัตว์ป่าถูกล่าเมื่อครู่เริ่มมลายไป น้ำซุปอุ่น ๆ เข้าไปชโลมหัวใจที่ด้านชาของเขาให้เริ่มมีความรู้สึกขึ้นมาอีกครั้ง


หลังจากที่น้ำซุปในชามพร่องไปครึ่งหนึ่ง เด็กชายก็ลดชามลงช้า ๆ เขาจ้องมองใบหน้าผุดผาดของหลินหยาเนิ่นนาน ราวกับกำลังมองดูสิ่งมหัศจรรย์ที่เขาไม่เคยพบเจอมาตลอดชีวิต เขาเม้มริมฝีปากที่เปื้อนคราบน้ำซุปก่อนจะเค้นเสียงออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก คำพูดของเขานั้นตะกุกตะกักและสั้นห้วนคล้ายกับหลงลืมวิธีการสื่อสารไปนานแสนนานด้วยความหวาดกลัวผู้คนที่ฝังรากลึกลงไปในจิตวิญญาณ


“ท่าน... มิ... กลัว... ข้า... หรือ?”


เสียงเล็ก ๆ นั้นแหบพร่าและเบาหวิวดุจเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ผลิ หลินหยานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หัวใจของนางเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง เด็กคนนี้ถูกตราหน้าและถูกขับไล่ไสส่งมามากเพียงใดกัน ถึงได้ตั้งคำถามเช่นนี้ออกมาในยามที่ได้รับความเมตตาครั้งแรก นางส่งยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่สตรีคนหนึ่งจะพึงมีให้ ก่อนจะยื่นมือไปลูบผมสีขาวที่หยาบกระด้างของเขาอย่างไม่นึกรังเกียจ


“ข้าจะกลัวเจ้าไปทำไมกันเล่าเด็กน้อย...” หลินหยาเอ่ยพลางส่ายหัวเบา ๆ “เจ้ามิใช่ปีศาจ และมิใช่กาลกิณีของใครทั้งนั้น เจ้าเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ ที่กำลังหิวและหนาวสั่นเท่านั้นเอง สวรรค์ประทานเส้นผมสีหิมะมาให้เจ้าเพื่อให้เจ้าดูโดดเด่นและงดงามกว่าใครเพื่อนต่างหาก ข้าไม่เคยกลัวความงามที่แปลกตาเช่นนี้หรอกนะเจ้าคะ” นางใช้ผ้าสะอาดซับคราบมอมแมมบนใบหน้าของเขาอย่างเบามือ สัมผัสที่นุ่มนวลและอบอุ่นนั้นทำให้เด็กชายถึงกับนิ่งค้างไป หยาดน้ำตาเม็ดเล็ก ๆ เริ่มเอ่อล้นออกมาจากดวงตาคู่โตที่เคยมืดมน เขาไม่เคยรู้เลยว่าการได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่งนั้นให้ความรู้สึกเช่นไร จนกระทั่งได้พบกับสตรีผู้นี้


ห่างออกไปไม่ไกลนัก จางกงกงยืนนิ่งสนิทประหนึ่งเงาที่หลอมรวมไปกับความมืดมิดยามราตรี ดวงตาคมกริบจ้องมองภาพการกระทำของหลินหยาอย่างไม่วางตา ปราณอสรพิษรอบกายเขาสงบเงียบลงอย่างประหลาด เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอกซ้าย... ภาพที่หลินหยาย่อกายลงเกลือกกลั้วกับเด็กที่ผู้คนรังเกียจนั้น ช่างงดงามและสว่างไสวเสียจนอสรพิษที่เคยอยู่แต่ในที่มืดเช่นเขายังต้องยอมจำนน เขามองเห็นความเมตตาที่ไร้ข้อกังขาของนาง และเขารู้ดีว่าตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป หลินหยาจะไม่เพียงแค่ให้อาหารเด็กคนนี้เพียงมื้อเดียวอย่างแน่นอน 


จางกงกงลอบถอนหายใจยาวพลางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ในใจว่า 'เจ้ามันช่างหาเรื่องยุ่งยากมาใส่ตัวเสมอเลยนะเสี่ยวหยา... แต่ก็นั่นแหละ คือเหตุผลที่ข้ายอมเลือกเจ้า'


ท่ามกลางมวลอากาศที่เริ่มอบอุ่นขึ้นของฤดูใบไม้ผลิอันสดใส ยามสิรินธรโชยพัดเอากลิ่นหอมจาง ๆ ของมวลบุปผาที่กำลังผลิบานมาประทะจมูก ทว่าในมุมมืดที่อับเฉาที่สุดเบื้องหน้าหลินหยา กลับไม่มีร่องรอยแห่งความมีชีวิตชีวาของฤดูกาลใหม่ปรากฏอยู่เลย ตอนนี้ด้านหน้าของเธอคือเด็กชายตัวน้อยก้มหน้าต่ำจนคางชิดอก เส้นผมสีขาวโพลนดูหม่นแสงเมื่อเปรียบเทียบกับแสงตะวันที่สาดส่อง 


เด็กชายเริ่มเค้นเสียงแหบพร่าออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก “ข้า... คือ... ตัว... ซวย...” คำพูดเพียงสามคำที่หลุดออกมาสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ถูกตีกรอบด้วยถ้อยคำสาปแช่งมาตั้งแต่เกิด เขาไม่มีแม้แต่ชื่อเรียกขานที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ มีเพียงฉายาอัปมงคลที่ผู้คนใช้ขับไล่ไสส่งเขาประหนึ่งเศษธุลีที่ไร้ค่า


ในขณะที่เอ่ยคำอันน่าเวทนานั้น เสียงท้องที่ร้องโคร่กคราก ก็ดังระงมขึ้นมาอีกระลอกท่ามกลางความเงียบ ความหิวโหยที่สะสมมานานหลายมื้อเริ่มประท้วงอย่างหนักหน่วง แม้น้ำซุปเพียงครึ่งชามจะช่วยบรรเทาความหนาวได้บ้าง แต่ไม่อาจดับความโหยกระหายในร่างกายที่ขาดสารอาหารมาแรมปีได้เลย เด็กน้อยมิได้ร้องขออาหารเพิ่มด้วยความเกรงกลัวต่อสายตาคนรอบข้าง เขาเพียงแต่ยกชามไม้ใบเก่าขึ้นแล้วใช้ลิ้นเล็ก ๆ เลียเศษเนื้อและน้ำแกงที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดตรงก้นถ้วยอย่างระมัดระวังประหนึ่งมันคือสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต


ภาพนั้นทำให้หลินหยาหยุดชะงักไปชั่วครู่ ความรู้สึกจุกเสียดแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่อกจนนางพูดไม่ออก น้ำตาใส ๆ เริ่มคลอเบ้าทว่านางกลับกลั้นมันไว้สุดแรง นางมิได้ร้องไห้ออกมาด้วยความอ่อนแอ แต่หยาดน้ำตานั้นกลั่นมาจากความสงสารที่จับใจเกินกว่าจะพรรณนา นางค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับมือที่สั่นเทาของเด็กน้อยไว้เบา ๆ


“ไม่อิ่มใช่ไหมเด็กน้อย... อย่าเลียเศษถ้วยเช่นนั้นเลย ข้ามีอาหารอีกมากมายให้เจ้ากินจนสำราญ” หลินหยาเอ่ยด้วยเสียงที่พยายามให้มั่นคงที่สุด นางชูมือข้างที่สวมแหวนดาราจรัสขึ้นมา แสงแดดสะท้อนกับเพชรกะรัตน้ำงามที่ประดับอยู่บนตัวแหวนซึ่งทำจากหินอุกกาบาตลึกลับฝีมือการสร้างของปรมาจารย์หลู่ปัง แหวนวงนี้มีความพิเศษในการเก็บวัตถุไร้จิตวิญญาณเข้าสู่ห้วงมิติลูกบาศก์ที่ขยายพื้นที่ได้ตามใจปรารถนา


เพียงชั่วพริบตา หลินหยาก็หยิบเอาไก่ขอทานทั้งตัวที่ยังคงมีไอความร้อนกรุ่นออกมาจากห่อใบบัวและดินเหนียว พร้อมกับข้าวอบลำไม้ไผ่ที่ส่งกลิ่นหอมของข้าวสารที่ผัดกับหัวเผือก หัวมัน เกาลัด และถั่วสารพัดชนิดจนเมล็ดข้าวดูดซึมรสชาติเลิศล้ำ กลิ่นหอมของไม้ไผ่ที่นึ่งจนสุกและกลิ่นสมุนไพรจากตัวไก่ฟุ้งกระจายไปยันสวรรค์ประหนึ่งมีพ่อครัวหลวงมาลงมือปรุงอยู่ตรงหน้า


“ไก่กำลังอุ่น ๆ เลย กินกับข้าวอบนี่เถอะ เจ้าชอบกินเนื้อใช่ไหม? ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่เคยได้กินของดีเช่นนี้มาก่อน” หลินหยาคลี่ยิ้มเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความเมตตา นางมิได้เพียงแต่ส่งอาหารให้แล้วเดินจากไป แต่นางกลับลงไปนั่งราบกับพื้นหินมอมแมมข้าง ๆ เขา ปูผ้าสะอาดผืนเล็ก ๆ ลงเป็นที่นั่งเพื่อให้เด็กน้อยได้สัมผัสถึงความเอ็นดูอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งพึงได้รับ แล้วลงมือทุบดินเหนียวที่หุ้มไก่ออกช้า ๆ เผยให้เห็นเนื้อไก่สีเหลืองทองที่นุ่มละมุนจากการอบด้วยความร้อนในกองฟืนประดุจตำนานขอทานผู้สร้างสรรค์อาหารจานนี้ขึ้นมาด้วยความบังเอิญ


หลินหยาค่อย ๆ ตักข้าวอบลำไม้ไผ่ที่หอมกรุ่นใส่จานแบ่งให้เด็กน้อยอย่างประณีต ในยุคข้าวยากหมากแพงที่ผู้คนต้องกินหัวเผือกหัวมันประทังชีวิต ข้าวอบจานนี้เดิมทีคืออาหารประหยัดทว่าเมื่อถูกปรุงด้วยใจและความปราณีตกลับกลายเป็นรสชาติที่ยากจะลืมเลือน


เด็กชายผมขาวมองดูอาหารเลิศรสเบื้องหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ หยาดน้ำตาที่อดกลั้นมานานเริ่มหยดแหมะลงบนหน้าตักมอมแมม เขาไม่เคยรู้เลยว่าความเมตตานั้นจะมีกลิ่นหอมและอุ่นถึงเพียงนี้ ท่ามกลางสายตาคมกริบของ จางกงกงที่ยังคงเฝ้ามองอยู่จากระยะไกล ความสะเทือนใจที่หลินหยาแสดงออกมาช่างเป็นภาพที่ขัดกับความเย็นชาของโลกใบนี้ยิ่งนัก


จางกงกงลอบถอนหายใจยาว แววตาอสรพิษคู่นั้นดูจะอ่อนแสงลงเมื่อเห็นภรรยาของตนยอมทิ้งความสูงส่งลงไปนั่งเคียงข้างเด็กที่ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวซวยเพียงเพื่อมอบความเป็นมนุษย์กลับคืนให้เด็กชาย ดูท่าทางแล้วมันค่อนข้างชัดเจนเสียเหลือเกินว่านางจะทำอะไรต่อไป


สรุปเหตุการณ์: หลินหยาที่เห็นว่าเด็กชายยังไม่อิ่ม เลยปูที่นั่งเล็ก ๆ แล้วนั่งลงให้เด็กชายนั่งด้วย แล้วก็มอบข้าวอบลำไผ่และไก่ขอทาน ให้เด็กชายกิน โดยที่หลินหยาก็ฉีกเนื้อไก่เตรียมให้กินง่าย ๆ (ดูเหมือนเด็กจะชอบกินเนื้อ) ในตอนนี้หลินหยามีความคิดเป็นห่วงเด็กชายจับใจ เธอรู้สึกสะเทือนใจมากๆ

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

อื่น ๆ : มอบ ข้าวอบลำไผ่ (อาหารเกรดน้ำเงิน) 1 ชิ้น
มอบ ไก่ขอทาน (อาหารเกรดทอง) 1 ชิ้น
 ให้ เด็กชายปริศนาหัวขาว

รางวัล: -

แสดงความคิดเห็น

เด็กน้อยไม่กล้าขอเพิ่มจึงพูดเพียงข้าอิ่มแล้วขอบคุณท่าน.. แต่ทว่าเสียงท้องที่ยังไม่อิ่มกลับพูดตรงข้ามส่งเสียงจ๊อกดังอยู่  โพสต์ 2026-2-11 13:56
โพสต์ 43937 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-11 10:56
โพสต์ 43,937 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +15 เกียรติยศ +15 ความศรัทธา จาก ชุดทิวาเมฆาล่อง   โพสต์ 2026-2-11 10:56
โพสต์ 43,937 ไบต์และได้รับ +6 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ +6 ความศรัทธา จาก รองเท้าหยุนเวย  โพสต์ 2026-2-11 10:56
โพสต์ 43,937 ไบต์และได้รับ [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ จาก โล่ไม้  โพสต์ 2026-2-11 10:56
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้