1234
ตั้งกระทู้ใหม่ กลับไป
เจ้าของ: LinYa

[บันทึกการเดินทาง] เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2026-2-10 15:23:20 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ xx เดือน 03 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 12
เริ่มต้น ยามโหย่ว เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองฉางซา จักรวรรดิต้าฮั่น

ตอนพิเศษ 4

            แสงสีส้มรำไรของอาทิตย์อัสดงทาบทับลงบนทุ่งหญ้ากว้างนอกกำแพงเมืองฉางซา กลิ่นดินและไอร้อนจากกองไฟที่เพิ่งถูกจุดขึ้นคละคลุ้งไปกับเสียงอื้ออึงของผู้คนที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ระทม ขบวนรถม้าที่เคยดูโอ่อ่าสง่างามบัดนี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการแจกจ่ายความเมตตา ทหารและองครักษ์สกุลจางต่างเร่งมือจัดระเบียบที่พักชั่วคราวตามคำสั่งของจูฟูเหรินที่เพิ่งรับตำแหน่งได้เพียงไม่นาน


            หลินหยาในชุดที่ดูคล่องแคล่วไม่เกะกะ เดินวนเวียนอยู่รอบกระโจมครัวที่เพิ่งตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วน นางลงมือคุมคนครัวด้วยตัวเอง คอยย้ำเตือนให้ใช้เครื่องปรุงและวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด น้ำซุปใสที่เคี่ยวจากกระดูกและผักพื้นบ้านเริ่มส่งกลิ่นหอมกรุ่นจาง ๆ ออกมาท่ามกลางความหนาวเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิที่กำลังโรยตัว ระหว่างนั้นหลินหยาก็หยิบผ้าสะอาดขึ้นเช็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ก่อนจะตักน้ำซุปขึ้นมาเป่าแล้วชิมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม 


            “น้ำซุปนี่ไม่ต้องปรุงให้จัดจ้านนักนะ เอาแค่ให้มีรสชาติกลมกล่อมพอให้คนเจ็บซดได้คล่องคอ พวกเขาขาดน้ำและอาหารมาหลายวัน ลำไส้ยังรับของหนักไม่ไหว” หลินหยาเอ่ยคำสั่งที่แฝงไปด้วยความรู้พื้นฐานของการค้าและการดูแลคน ทำให้เหล่าคนครัวต่างขยันขันแข็งขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อทำตามความต้องการของว่าที่ฮูหยินคนใหม่นี้


            เมื่อเห็นว่าน้ำซุปเริ่มได้ที่ หลินหยาจึงคว้าชามไม้ใบย่อมขึ้นมาตักน้ำซุปอุ่น ๆ จนเต็ม แล้วเดินตรงไปยังกลุ่มชาวบ้านที่นั่งจับเจ่าอยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ พวกเขาดูเสียขวัญและว่างเปล่า ดวงตาที่มองมานั้นไร้ประกายแห่งความหวังราวกับจิตวิญญาณได้ถูกพรากไปพร้อมกับบ้านเรือนที่วอดวายด้วยฝีมือปีศาจ หลินหายาเดินเข้าไปใกล้หญิงชราคนหนึ่งที่โอบอุ้มหลานชายตัวน้อยซึ่งสั่นเทิ้มด้วยความหนาว นางย่อกายลงอย่างไม่นึกรังเกียจฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามพื้นดิน พลางยื่นชามซุปอุ่น ๆ ส่งให้ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ “คุณยายเจ้าคะ ซดซุปร้อน ๆ นี่หน่อยนะเจ้าคะ จะได้มีแรงดูแลหลาน น้ำซุปนี่รสชาติอ่อน ๆ ทานได้แน่นอนเจ้าค่ะ”


            หญิงชรามองมือคู่เล็กที่ยื่นมาช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ รับชามไปอย่างสั่นเทา กลิ่นหอมของซุปและไออุ่นที่แผ่ออกมาทำให้ความหนาวเหน็บในใจเริ่มมลายไปทีละน้อย “ขอบคุณ... ขอบคุณเจ้าค่ะแม่นาง”


            หลังจากนั้นหลินหยายังคงเดินหน้าปลอบประโลมผู้คนด้วยความจริงใจ นางไม่ได้แสดงท่าทีหยิ่งยโสในฐานะภรรยาของขุนนางใหญ่แม้แต่น้อย ทุกการกระทำและคำพูดที่เรียบง่ายแต่ซื่อตรงของนาง ค่อย ๆ เรียกสติและความหวังของชาวบ้านให้คืนกลับมาทีละนิด


            ห่างออกไปไม่ไกลนัก ตอนนี้จางกงกงยืนกอดอกพิงรถม้าไม้แกะสลักพลางจ้องมองภาพของภรรยาที่กำลังวุ่นวายอยู่ท่ามกลางฝูงชน ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้ฉายแวววูบไหวอย่างยากจะคาดเดา เขาเคยเห็นสตรีมามากมาย ทั้งที่สูงศักดิ์นอบน้อมและที่งามล่มเมือง แต่ไม่มีใครเลยที่เหมือนกับหลินหยา นางเป็นเหมือนลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดเข้ามาปัดเป่าความหนาวเย็นในใจของเขา และบัดนี้ นางกำลังพัดผ่านไปเพื่อปัดเป่าความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น


            แม้ในใจเขาจะนึกรำคาญที่ต้องมาล่าช้าเพราะเรื่องไร้สาระของพวกชาวบ้าน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของนางยามที่ได้รับคำขอบคุณ และเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาคู่นั้น จางกงกงก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาวพลางสะบัดชายเสื้อเดินเข้าไปใกล้พื้นที่ครัวมากขึ้น เขามองดูเงาของหลินหยาที่วูบไหวตามแสงไฟจากเตา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจว่าการมีนางอยู่ข้างกายเช่นนี้ บางทีชีวิตที่เคยแห้งแล้งและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของเขา อาจจะเริ่มมีรสชาติที่กลมกล่อมเหมือนน้ำซุปใสในชามใบนั้นขึ้นมาบ้างก็ได้


            “เสี่ยวหยา ถ้าเจ้ายังไม่หยุดเดินแจกซุปจนลืมพัก ข้าจะสั่งให้คนครัวดับไฟเดี๋ยวนี้เลยนะ” จางกงกงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยความอาทรที่ปิดไม่มิด


            คำนั้นทำเอาหลินหยาหันกลับมาค้อนให้เขาหนึ่งวงโตพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า “ท่านก็อย่ามัวแต่ยืนบ่นอยู่ตรงนั้นเลยเจ้าค่ะ ถ้าท่านว่างนักก็ช่วยสั่งให้คนของท่านไปหามุ้งหรือผ้าห่มมาเพิ่มให้พวกเด็ก ๆ หน่อยเถอะเจ้าค่ะ ถือว่าข้าขอร้องนะเจ้าคะ” เสียงเอ่ยขอของหลินหยาเอ่ย อสรพิษแห่งวังหลวงก็ทำเพียงขยับพัดในมือเบา ๆ ก่อนจะปรายตาไปยังองครักษ์อาเหวินเป็นเชิงสั่งการ แม้ปากจะบ่นแต่การกระทำกลับตามใจนางอย่างที่สุด


            เมื่อเห็นว่าสามียอมโอนอ่อนตามใจ หลินหยาก็ยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก นางหันหลังกลับมาเตรียมจะไปตักน้ำซุปเพิ่ม ทว่าสายตาพลันไปสะดุดเข้ากับเงาร่างเล็กกระจ้อยร่อยที่ซุกตัวอยู่ตรงมุมอับใกล้กองฟืนที่ห่างไกลจากวงล้อมของผู้คน ร่างนั่นคือเด็กน้อย... เด็กชายตัวผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก วัยดูแล้วน่าจะไม่เกินห้าขวบปี เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดวิ่นจนแทบไม่กันหนาว ตามเนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบโคลนและฝุ่นผง แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเส้นผมบนศีรษะเล็ก ๆ นั่น... มันไม่ใช่สีดำขลับดั่งเช่นเด็กทั่วไป แต่มันกลับเป็นสีขาวโพลนดั่งหิมะที่หม่นหมอง ชี้ฟูยุ่งเหยิงราวกับรังนกที่ถูกทิ้งร้าง


            หลินหยาเพ่งมองฝ่าความสลัวของยามเย็น หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อเห็นสิ่งที่เด็กน้อยกำลังทำ มือเล็กที่สั่นเทานั้นกำลังประคองบางสิ่งขึ้นมาจรดริมฝีปาก... มันคือกระดูกเปล่าที่ไร้เศษเนื้อ ซึ่งมีใครสักคนโยนทิ้งไว้บนพื้นดินที่สกปรกโสโครก เด็กน้อยกำลังใช้ฟันเล็ก ๆ แทะเล็มกระดูกท่อนนั้นด้วยความหิวโหย ดวงตาที่ลึกโหลเหม่อลอยไร้แววชีวิตชีวา ราวกับสุนัขจรจัดที่พยายามยื้อชีวิตตัวเองไปวัน ๆ


            “พระเจ้าช่วย...” หลินหยาอุทานออกมาเสียงแผ่ว ความสงสารแล่นพล่านไปทั่วอก นางกำชามไม้ในมือแน่นจนนิ้วขาวซีด ก่อนจะไม่รั้งรอสิ่งใดอีก นางรีบตักน้ำซุปอุ่น ๆ ที่มีเนื้อและผักจนพูนชาม แล้วก้าวเท้าฉับ ๆ ตรงดิ่งไปยังมุมมืดนั้นทันที


            ทว่ายังไม่ทันที่นางจะก้าวไปถึงตัวเด็กน้อย ร่างของชาวบ้านชายฉกรรจ์สองสามคนก็รีบถลันเข้ามาขวางหน้านางไว้ สีหน้าของพวกเขาดูตื่นตระหนกและรังเกียจเดียดฉันท์อย่างปิดไม่มิด “หยุดก่อนขอรับแม่นาง! อย่าเข้าไปใกล้มันนะขอรับ!” ชายคนหนึ่งร้องห้ามเสียงหลง พลางยกมือทำท่าปัดไล่เหมือนกำลังไล่แมลงวัน “อย่าเอามืออันสูงส่งของแม่นางไปเกลือกกลั้วกับไอ้เด็กกาลกิณีคนนั้นเลยขอรับ!”


            คำนั้นทำเอาหลินหยาชะงักฝีเท้า ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจระคนไม่พอใจ “เจ้าพูดอะไรของเจ้า? เด็กคนนั้นกำลังจะอดตายอยู่แล้วนะ! หลีกไป ข้าจะเอาซุปไปให้เขา”


            “ไม่ได้นะขอรับ!” ชาวบ้านอีกคนรีบเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขยะแขยง “ท่านไม่เห็นหรือว่ามันผมขาวโพลนผิดมนุษย์มนา! มันเป็นตัวซวย! ตั้งแต่เกิดมาพ่อแม่มันก็ตายโหงกันหมดเพราะฤทธิ์เดชความอัปมงคลของมัน!”


            “เพียงเพราะผมขาวเนี่ยนะ?” หลินหยาที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำเอาเธอต้องมองค้อนคนที่พูดคนนั้น


            “ไม่ใช่แค่นั้นขอรับ!” ชายคนแรกกระซิบกระซาบด้วยแววตาหวาดกลัว “หมู่บ้านเดิมของมัน... ทั้งหมู่บ้านโดนโจรป่าบุกปล้นฆ่าล้างโคตร ไม่เหลือรอดแม้แต่ไก่สักตัว ก็เพราะอาถรรพ์ของมันนี่แหละ! คนทั้งหมู่บ้านตายเรียบเป็นผีเฝ้าหลุม...” หลังจากนั้นเขาก็ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเหยียดหยามเมื่อมองไปทางเด็กชายผมขาว “ท่านคงไม่เชื่อ แต่มีแต่มัน... มีแต่มันคนเดียวที่ระเห็จรอดชีวิตมาได้ เพราะดันมีจอมยุทธ์พเนจรผ่านทางมาช่วยไว้ทัน... ฮึ! สวรรค์ช่างไร้ตาแท้ ๆ หากจอมยุทธ์ผู้นั้นไม่สอดมือเข้าช่วย ป่านนี้มันคงตายตกไปตามกัน ไม่ต้องมาเป็นเสนียดจัญไรให้พวกข้าต้องหวาดระแวงว่าความซวยจะมาถึงตัวเมื่อไหร่เช่นนี้หรอกขอรับ!”


            คำพูดที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและการแช่งชักหักกระดูกดังออกมาจากปากของผู้ใหญ่ตัวโต ๆ ที่กำลังรังแกเด็กตัวเล็ก ๆ เพียงคนเดียว หลินหยาฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออก ความเวทนาเปลี่ยนเป็นความโกรธที่แล่นริ้วขึ้นสมอง นางมองดูเด็กน้อยที่ยังคงนั่งแทะกระดูกอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ท่ามกลางสายตาอาฆาตมาดร้ายของผู้คนรอบข้างที่พร้อมจะเหยียบย่ำให้จมดินเพียงเพราะความเชื่องมงายไร้สาระ


            ความโกรธของหลินหยานั้นคุกกรุ่นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ หลินหยาปรายสายตามองชาวบ้านที่รุมล้อมอยู่ด้วยแววตาที่เย็นเยียบลงหลายส่วน นางมิใช่คุณหนูในจวนที่อ่อนต่อโลก และมิใช่คนที่จะยอมให้ใครมาชี้นำความถูกต้องด้วยความงมงายเพียงไม่กี่คำ พวกท่านพูดอะไรก็ระวังปากเอาไว้หน่อย เสียงของหลินหยาเย็นเฉียบจนชาวบ้านกลุ่มนั้นชะงักงัน “แม้ข้าจะเมตตาใจดี แต่กับคนที่ไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนด้วยกัน... ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน อำนาจในมือข้าอาจจะไม่ได้มีไว้เพื่อรังแกใคร แต่ถ้าใครกล้ามาขัดขวางการช่วยชีวิตคนของข้า ข้าก็ไม่รับรองความปลอดภัยของลิ้นพวกท่านเช่นกัน”


            คำขู่นั้นได้ผลชะงัด ชาวบ้านที่เคยท่าทีพยศกลับตัวสั่นงันงก บรรยากาศรอบกายพลันเงียบกริบ ทว่าความรังเกียจที่ฝังรากลึกยังคงฉายชัดในแววตา พวกเขาขยับถอยร่นแต่ยังไม่วายพยายามจะเตือนด้วยความเชื่อที่ปักใจของพวกเขา


            “ม... แม่นาง ท่านไม่รู้อะไรที่ข้าพูดไปเพราะหวังดีกับแม่นาง” ชายคนเดิมละล่ำละลักบอก พยายามใช้ถ้อยคำที่ดูนุ่มนวลลง “เจ้าเด็กนั่นมันมีวาจาเป็นภัย ก่อนที่ปีศาจจะบุกจู่โจมหมู่บ้านของพวกเรา เจ้าเด็กนี่มันเอาแต่ตะโกนสาปแช่งว่า ‘ปีศาจกำลังจะมาแล้ว... ปีศาจกำลังจะมา!’ มันวิ่งวุ่นร้องตะโกนอยู่อย่างนั้นถึงสามวันสามคืน แล้วหลังจากนั้นปีศาจก็บุกมาฆ่าล้างหมู่บ้านจริง ๆ! เห็นชัด ๆ ว่ามันนั่นแหละที่เรียกพวกอสุรกายมา”


            คำเล่านั้นพอหลินหยาได้ฟังดังนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ความคิดหนึ่งของนางนั้นแล่นผ่านเข้ามาในใจทันที... เจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้สาปแช่ง แต่เขากำลังเตือนต่างหาก! ทว่าคนพวกนี้กลับเลือกที่จะป้ายความผิดให้เด็กตัวเล็ก ๆ เพียงเพราะความกลัวและความเขลาของตนเองงั้นหรอ’


            หลินหยาเชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตามุ่งมั่นคู่นั้นหาได้ไหวติงต่อเสียงสบประมาทหรือสายตาประณามของฝูงชนที่ล้อมรอบ นางหาได้แยแสต่อคำว่ากาลกิณีที่คนเหล่านั้นพยายามยัดเยียดให้เด็กตัวเล็ก ๆ เพียงคนเดียวด้วยความขลาดเขลา หลินหยาหันไปสบตากับจางกงกงเพียงชั่วครู่ สื่อสารผ่านสายตาอันมั่นคงว่านางตัดสินใจแล้ว และอสรพิษเงามืดผู้นั้นก็เพียงแค่นิ่งเฉยประหนึ่งหินสลัก ทว่าดวงตาคู่คมกลับฉายประกายบางอย่างที่บอกให้นางรู้ว่า เขาจะคอยเป็นเกราะกำแพงอยู่เบื้องหลังนางเสมอ ไม่ว่านางจะทำสิ่งใด


            ทันทีที่เห็นแบบนั้นหลินหยาก็สะบัดชายเสื้อก้าวเท้าฉับ ๆ ตรงดิ่งไปยังเงามืดที่อับเฉาที่สุด ทิ้งเสียงซุบซิบนินทาที่เริ่มเบาบางลงด้วยความยำเกรงในบารมีของขบวนขุนนางไว้เบื้องหลัง ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นดินมอมแมมประหนึ่งการประกาศเจตนารมณ์ว่าความเมตตาของนางนั้นยิ่งใหญ่กว่าจารีตอันงมงาย ยิ่งเข้าใกล้ กลิ่นอายของความอ้างว้างและกลิ่นสาบของความลำบากก็ยิ่งชัดเจน เส้นผมสีขาวโพลนที่ผิดแผกจากผู้คนทั่วไปของเด็กชายดูหมองหม่นและพันกันยุ่งเหยิงราวกับรังนกที่ถูกทิ้งร้างท่ามกลางพายุ เด็กน้อยยังคงก้มหน้าแทะท่อนกระดูกเปล่า ๆ ที่มีรอยเขี้ยวครูดจนเป็นร่อง มือเล็กที่สั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บและหิวโหยนั้นช่างเปราะบางเสียจนน่าเวทนา


            หลินหยาย่อกายลงอย่างนุ่มนวลต่อหน้าเขาให้ตัวเธออยู่ในระดับเดียวกันกับเด็ก ก่อนที่จะส่งชามซุปไม้ที่ส่งไออุ่นกรุ่นโชยกลิ่นหอมของเนื้อเคี่ยวและผักสดถูกวางลงตรงหน้าเด็กชายช้า ๆ แสงไฟวูบวาบจากกองไฟไกล ๆ สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบเขม่าดินจนแทบไม่เห็นผิวเดิม ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของหลินหยาเจ็บแปลบที่สุดคือดวงตาคู่โตที่ดูเลื่อนลอยและว่างเปล่าราวกับดวงวิญญาณได้แตกสลายไปนานแล้ว


            “กินนี่เถอะนะเด็กน้อย...” เสียงของนางอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับกลัวว่าความดังเพียงนิดจะทำให้ร่างเล็ก ๆ ตรงหน้าสลายหายไป “วางกระดูกที่ไร้รสชาตินั่นลงเถอะ ข้ามีซุปร้อน ๆ ที่จะทำให้เจ้าอุ่นไปถึงข้างใน... กินให้เต็มที่เลยนะ ข้าเตรียมมาให้เจ้า”


            เด็กชายชะงักกะทันหัน เสียงฟันที่ครูดกับกระดูกหยุดลง เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองนางอย่างระแวดระวัง ดวงตาที่ลึกโหลคู่นั้นฉายแววหวาดกลัวอย่างรุนแรงประหนึ่งสัตว์ป่าที่ถูกรังแกมานับครั้งไม่ถ้วน เขาขยับตัวถอยกรูดจนหลังพิงติดกับกองฟืนมอดไหม้ ร่างกายสั่นเทิ้มประหนึ่งลูกนกที่กำลังรอรับแรงกระแทกจากหินขว้าง ราวกับว่าคำพูดดี ๆ และอาหารถูกส่งมาเพียงเพื่อเป็นกับดักก่อนการด่าทอจะเริ่มต้นขึ้น


            หลินหยาไม่ได้ขยับหนี นางกลับเลื่อนชามซุปเข้าไปใกล้เขาอีกนิดอย่างอดทน “ไม่ต้องกลัว... ข้าไม่เหมือนคนพวกนั้น ข้ามาเพื่อช่วยเจ้าจริง ๆ ดูสิ น้ำซุปนี่ยังร้อนอยู่เลยนะ” ในใจของหลินหยาตอนนี้ไม่มีที่ว่างให้ความรังเกียจ มีเพียงความเจ็บปวดลึก ๆ ที่เห็นเด็กคนหนึ่งต้องแบกรับตราบาปที่เขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ เพียงเพราะสีผมที่สวรรค์ประทานมาไม่เหมือนใคร กลับกลายเป็นกรงขังที่ขังเขาไว้กับความโดดเดี่ยว 


            ความรู้สึกเวทนาต่อความเป็นมนุษย์ทพให้นางอยากจะคว้าตัวเขามากอดไว้เพื่อบอกว่าเขาไม่ใช่ตัวซวย และเส้นผมสีขาวนี้ก็เปรียบดั่งหิมะที่บริสุทธิ์ หาใช่เครื่องหมายของปีศาจ ทว่าในยามนี้ สิ่งที่นางทำได้ดีที่สุดคือการหยิบยื่นความหวังผ่านน้ำซุปชามเล็ก ๆ เพื่อยื้อชีวิตที่โลกใบนี้กำลังพยายามผลักไสให้เด็กตรงหน้าดับสูญ


            จางกงกงซึ่งยืนมองอยู่ไกล ๆ หรี่ตาลงมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ปราณอสรพิษรอบกายเขาวูบไหวตามอารมณ์ที่สั่นคลอนลึก ๆ เขาเห็นภาพซ้อนของเด็กน้อยผมขาวคนนั้นเป็นตัวเขาเองในอดีต... คนที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งอัปมงคล เป็นขยะที่ไร้ค่าในสายตาผู้เป็นพ่อ และเขาก็เห็นภาพของหลินหยาเป็นดั่งแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่ยอมเสี่ยงก้าวเข้ามาในโลกมืดมิดของเขาโดยไม่สนคำครหา นางคือคนประเภทที่จะยื่นมือไปหาคนที่ทุกคนรังเกียจ และนั่นคือเหตุผลที่อสรพิษเย็นชาเช่นเขายอมเคียงกายของนาง


            จางกงกงพ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจว่า หากโลกนี้ใจร้ายกับเด็กคนนี้เพียงเพราะเขาต่างเช่นนั้นเขาก็จะให้หลินหยาเป็นคนพิพากษาเองว่าชีวิตนี้ควรค่าแก่การรักษาไว้หรือไม่ และแน่นอนว่าคำตอบของนางย่อมประจักษ์ชัดอยู่ตรงหน้าแล้ว…


            ว่านางคงจะช่วยเหลือเด็กคนนี้


สรุปเหตุการณ์: หลินหยาที่กำลังช่วยเหลือชาวบ้านในช่วงเย็นพบกับเด็กวัยประมาณ 4-5 ขวบ (ความจริง 6 แต่ขาดแคลนอาหาร) หลินหยาโดนเตือนว่าเด็กนั้นเป็นกาลกินี แต่หลินหยาก็บอกว่าเธอจะช่วยเด็กคนนั้น เพราะหลินหยาสะเทือนใจกับเด็กตัวเล็กๆ ที่ต้องแทะกระดูกประทังชีวิตหลินหยาเลยเดินเข้าไปทำให้เด็กสบายใจด้วยการย่อตัวให้ระดับเดียวกับเขาแล้วมอบซุปให้ท่ามกลางที่จางกงกงก็มองอยู่ จางกงกงคิดว่าเด็กคนนั้นเหมือนตัวเองสมัยก่อนที่คนทั้งตระกูลก็ไม่ต้องการเขาเหมือนกัน

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

อื่น ๆ : มอบ ซุปใสใบหลิว (อาหารเกรดแดง) 1 ถ้วย ให้ เด็กชายปริศนาหัวขาว

รางวัล: +5 ความสัมพันธ์สนทนาทั่วไป [NPC-11] จางกงกง 
หัวดี โบนัสเพิ่มความโปรดปราน+20 โบนัส 
ความสัมพันธ์พิเศษ (VIP) กับ NPC +10 แต้ม โบนัส 
ความโปรดปราน NPC เผ่ามนุษย์ (ผู้มีบุญ) +20 แต้ม
แถวที่ 2 หาร 2 = 27.5

(ตอนนี้ผมแถว 2 แล้ว อย่าลืมไปเพิ่มด้วยยยยยย)

แสดงความคิดเห็น

ก่อนยกถ้วยขึ้นเลียเศษเนื้อที่หลงเหลือเพียงน้อยนิด  โพสต์ 2026-2-10 21:08
เขาบอกเขาเป็นตัวซวย ผู้คนเรียกเขาแบบนั้น... ในขณะพูดท้องเด็กร้องจ๊อกๆดังระทมอีกราวกับอดอยากมาหลายมื้อจนซุปถ้วยเดียวไม่อาจประทังความหิว แต่เขาก็ไม่ร้องขออาหารด้วยความกลัว   โพสต์ 2026-2-10 21:08
เด็กชดอย่างหิวโหย เขาพูดตะกุกตะกักจะสื่อว่า ท่านไม่กลัวข้าหรือ (เด็กพูดติดกันแค่สามคำต่อประโยคด้วยความกลัวผู้คน)  โพสต์ 2026-2-10 21:06
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-11] จางกงกง เพิ่มขึ้น 27 โพสต์ 2026-2-10 21:06
โพสต์ 72541 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-10 15:23
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-2-11 10:56:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ xx เดือน 03 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 12
เริ่มต้น ยามโหย่ว เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองฉางซา จักรวรรดิต้าฮั่น

ตอนพิเศษ 5

เมื่อเห็นน้ำซุปที่โชยกลิ่นหอมกรุ่นอยู่ตรงหน้า ความหิวโหยที่ฝังลึกอยู่ในไส้พุงมานานวันก็พุ่งขึ้นมาจนบดบังความหวาดกลัวทั้งปวง เด็กชายผมขาวคว้าชามไม้มาประคองไว้ด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะจรดขอบชามลงบนริมฝีปากที่แตกแห้งแล้วเริ่มซดน้ำซุปอึกใหญ่เสียงดังสนิท เขาซดเอาซดเอาประหนึ่งคนกำลังจะขาดใจตายในวินาทีถัดไป เสียงสำลักและเสียงสูดน้ำซุปดังระงมท่ามกลางความเงียบงัน น้ำซุปอุ่น ๆ ไหลเปรอะเปื้อนตามคางและมือมอมแมม ทว่าเด็กชายกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย ร่างกายเล็ก ๆ นั่นสั่นสะท้านทุกครั้งที่กลืนความอบอุ่นลงไปในลำคอที่แห้งผาก


หลินหยาเห็นภาพนั้นแล้วขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ด้วยความสะเทือนใจ นางรีบยื่นมือไปประคองก้นชามไว้เบา ๆ เพื่อไม่ให้เขาทำหก พลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ค่อย ๆ กินนะเด็กน้อย... กินช้าลงหน่อยเถอะเจ้าคะ หากเจ้าซดเร็วเช่นนี้ ร่างกายของเจ้าจะรับไม่ไหว แล้วเจ้าจะคะย่อนมันออกมาเสียหมดนะ”


เสียงเตือนด้วยความหวังดีทำให้เด็กน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินหยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนเสียดายอาหารในชาม ทว่าเมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยจริงแท้ของสตรีตรงหน้า เขาก็ยอมโอนอ่อนตามคำของนาง เด็กชายเริ่มจิบน้ำซุปช้าลงทีละนิด แม้ฟันจะยังกระทบกันกึก ๆ ด้วยความหนาวแต่ความเร่งรีบดั่งสัตว์ป่าถูกล่าเมื่อครู่เริ่มมลายไป น้ำซุปอุ่น ๆ เข้าไปชโลมหัวใจที่ด้านชาของเขาให้เริ่มมีความรู้สึกขึ้นมาอีกครั้ง


หลังจากที่น้ำซุปในชามพร่องไปครึ่งหนึ่ง เด็กชายก็ลดชามลงช้า ๆ เขาจ้องมองใบหน้าผุดผาดของหลินหยาเนิ่นนาน ราวกับกำลังมองดูสิ่งมหัศจรรย์ที่เขาไม่เคยพบเจอมาตลอดชีวิต เขาเม้มริมฝีปากที่เปื้อนคราบน้ำซุปก่อนจะเค้นเสียงออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก คำพูดของเขานั้นตะกุกตะกักและสั้นห้วนคล้ายกับหลงลืมวิธีการสื่อสารไปนานแสนนานด้วยความหวาดกลัวผู้คนที่ฝังรากลึกลงไปในจิตวิญญาณ


“ท่าน... มิ... กลัว... ข้า... หรือ?”


เสียงเล็ก ๆ นั้นแหบพร่าและเบาหวิวดุจเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ผลิ หลินหยานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หัวใจของนางเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง เด็กคนนี้ถูกตราหน้าและถูกขับไล่ไสส่งมามากเพียงใดกัน ถึงได้ตั้งคำถามเช่นนี้ออกมาในยามที่ได้รับความเมตตาครั้งแรก นางส่งยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่สตรีคนหนึ่งจะพึงมีให้ ก่อนจะยื่นมือไปลูบผมสีขาวที่หยาบกระด้างของเขาอย่างไม่นึกรังเกียจ


“ข้าจะกลัวเจ้าไปทำไมกันเล่าเด็กน้อย...” หลินหยาเอ่ยพลางส่ายหัวเบา ๆ “เจ้ามิใช่ปีศาจ และมิใช่กาลกิณีของใครทั้งนั้น เจ้าเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ ที่กำลังหิวและหนาวสั่นเท่านั้นเอง สวรรค์ประทานเส้นผมสีหิมะมาให้เจ้าเพื่อให้เจ้าดูโดดเด่นและงดงามกว่าใครเพื่อนต่างหาก ข้าไม่เคยกลัวความงามที่แปลกตาเช่นนี้หรอกนะเจ้าคะ” นางใช้ผ้าสะอาดซับคราบมอมแมมบนใบหน้าของเขาอย่างเบามือ สัมผัสที่นุ่มนวลและอบอุ่นนั้นทำให้เด็กชายถึงกับนิ่งค้างไป หยาดน้ำตาเม็ดเล็ก ๆ เริ่มเอ่อล้นออกมาจากดวงตาคู่โตที่เคยมืดมน เขาไม่เคยรู้เลยว่าการได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่งนั้นให้ความรู้สึกเช่นไร จนกระทั่งได้พบกับสตรีผู้นี้


ห่างออกไปไม่ไกลนัก จางกงกงยืนนิ่งสนิทประหนึ่งเงาที่หลอมรวมไปกับความมืดมิดยามราตรี ดวงตาคมกริบจ้องมองภาพการกระทำของหลินหยาอย่างไม่วางตา ปราณอสรพิษรอบกายเขาสงบเงียบลงอย่างประหลาด เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอกซ้าย... ภาพที่หลินหยาย่อกายลงเกลือกกลั้วกับเด็กที่ผู้คนรังเกียจนั้น ช่างงดงามและสว่างไสวเสียจนอสรพิษที่เคยอยู่แต่ในที่มืดเช่นเขายังต้องยอมจำนน เขามองเห็นความเมตตาที่ไร้ข้อกังขาของนาง และเขารู้ดีว่าตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป หลินหยาจะไม่เพียงแค่ให้อาหารเด็กคนนี้เพียงมื้อเดียวอย่างแน่นอน 


จางกงกงลอบถอนหายใจยาวพลางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ในใจว่า 'เจ้ามันช่างหาเรื่องยุ่งยากมาใส่ตัวเสมอเลยนะเสี่ยวหยา... แต่ก็นั่นแหละ คือเหตุผลที่ข้ายอมเลือกเจ้า'


ท่ามกลางมวลอากาศที่เริ่มอบอุ่นขึ้นของฤดูใบไม้ผลิอันสดใส ยามสิรินธรโชยพัดเอากลิ่นหอมจาง ๆ ของมวลบุปผาที่กำลังผลิบานมาประทะจมูก ทว่าในมุมมืดที่อับเฉาที่สุดเบื้องหน้าหลินหยา กลับไม่มีร่องรอยแห่งความมีชีวิตชีวาของฤดูกาลใหม่ปรากฏอยู่เลย ตอนนี้ด้านหน้าของเธอคือเด็กชายตัวน้อยก้มหน้าต่ำจนคางชิดอก เส้นผมสีขาวโพลนดูหม่นแสงเมื่อเปรียบเทียบกับแสงตะวันที่สาดส่อง 


เด็กชายเริ่มเค้นเสียงแหบพร่าออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก “ข้า... คือ... ตัว... ซวย...” คำพูดเพียงสามคำที่หลุดออกมาสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ถูกตีกรอบด้วยถ้อยคำสาปแช่งมาตั้งแต่เกิด เขาไม่มีแม้แต่ชื่อเรียกขานที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ มีเพียงฉายาอัปมงคลที่ผู้คนใช้ขับไล่ไสส่งเขาประหนึ่งเศษธุลีที่ไร้ค่า


ในขณะที่เอ่ยคำอันน่าเวทนานั้น เสียงท้องที่ร้องโคร่กคราก ก็ดังระงมขึ้นมาอีกระลอกท่ามกลางความเงียบ ความหิวโหยที่สะสมมานานหลายมื้อเริ่มประท้วงอย่างหนักหน่วง แม้น้ำซุปเพียงครึ่งชามจะช่วยบรรเทาความหนาวได้บ้าง แต่ไม่อาจดับความโหยกระหายในร่างกายที่ขาดสารอาหารมาแรมปีได้เลย เด็กน้อยมิได้ร้องขออาหารเพิ่มด้วยความเกรงกลัวต่อสายตาคนรอบข้าง เขาเพียงแต่ยกชามไม้ใบเก่าขึ้นแล้วใช้ลิ้นเล็ก ๆ เลียเศษเนื้อและน้ำแกงที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดตรงก้นถ้วยอย่างระมัดระวังประหนึ่งมันคือสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต


ภาพนั้นทำให้หลินหยาหยุดชะงักไปชั่วครู่ ความรู้สึกจุกเสียดแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่อกจนนางพูดไม่ออก น้ำตาใส ๆ เริ่มคลอเบ้าทว่านางกลับกลั้นมันไว้สุดแรง นางมิได้ร้องไห้ออกมาด้วยความอ่อนแอ แต่หยาดน้ำตานั้นกลั่นมาจากความสงสารที่จับใจเกินกว่าจะพรรณนา นางค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับมือที่สั่นเทาของเด็กน้อยไว้เบา ๆ


“ไม่อิ่มใช่ไหมเด็กน้อย... อย่าเลียเศษถ้วยเช่นนั้นเลย ข้ามีอาหารอีกมากมายให้เจ้ากินจนสำราญ” หลินหยาเอ่ยด้วยเสียงที่พยายามให้มั่นคงที่สุด นางชูมือข้างที่สวมแหวนดาราจรัสขึ้นมา แสงแดดสะท้อนกับเพชรกะรัตน้ำงามที่ประดับอยู่บนตัวแหวนซึ่งทำจากหินอุกกาบาตลึกลับฝีมือการสร้างของปรมาจารย์หลู่ปัง แหวนวงนี้มีความพิเศษในการเก็บวัตถุไร้จิตวิญญาณเข้าสู่ห้วงมิติลูกบาศก์ที่ขยายพื้นที่ได้ตามใจปรารถนา


เพียงชั่วพริบตา หลินหยาก็หยิบเอาไก่ขอทานทั้งตัวที่ยังคงมีไอความร้อนกรุ่นออกมาจากห่อใบบัวและดินเหนียว พร้อมกับข้าวอบลำไม้ไผ่ที่ส่งกลิ่นหอมของข้าวสารที่ผัดกับหัวเผือก หัวมัน เกาลัด และถั่วสารพัดชนิดจนเมล็ดข้าวดูดซึมรสชาติเลิศล้ำ กลิ่นหอมของไม้ไผ่ที่นึ่งจนสุกและกลิ่นสมุนไพรจากตัวไก่ฟุ้งกระจายไปยันสวรรค์ประหนึ่งมีพ่อครัวหลวงมาลงมือปรุงอยู่ตรงหน้า


“ไก่กำลังอุ่น ๆ เลย กินกับข้าวอบนี่เถอะ เจ้าชอบกินเนื้อใช่ไหม? ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่เคยได้กินของดีเช่นนี้มาก่อน” หลินหยาคลี่ยิ้มเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความเมตตา นางมิได้เพียงแต่ส่งอาหารให้แล้วเดินจากไป แต่นางกลับลงไปนั่งราบกับพื้นหินมอมแมมข้าง ๆ เขา ปูผ้าสะอาดผืนเล็ก ๆ ลงเป็นที่นั่งเพื่อให้เด็กน้อยได้สัมผัสถึงความเอ็นดูอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งพึงได้รับ แล้วลงมือทุบดินเหนียวที่หุ้มไก่ออกช้า ๆ เผยให้เห็นเนื้อไก่สีเหลืองทองที่นุ่มละมุนจากการอบด้วยความร้อนในกองฟืนประดุจตำนานขอทานผู้สร้างสรรค์อาหารจานนี้ขึ้นมาด้วยความบังเอิญ


หลินหยาค่อย ๆ ตักข้าวอบลำไม้ไผ่ที่หอมกรุ่นใส่จานแบ่งให้เด็กน้อยอย่างประณีต ในยุคข้าวยากหมากแพงที่ผู้คนต้องกินหัวเผือกหัวมันประทังชีวิต ข้าวอบจานนี้เดิมทีคืออาหารประหยัดทว่าเมื่อถูกปรุงด้วยใจและความปราณีตกลับกลายเป็นรสชาติที่ยากจะลืมเลือน


เด็กชายผมขาวมองดูอาหารเลิศรสเบื้องหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ หยาดน้ำตาที่อดกลั้นมานานเริ่มหยดแหมะลงบนหน้าตักมอมแมม เขาไม่เคยรู้เลยว่าความเมตตานั้นจะมีกลิ่นหอมและอุ่นถึงเพียงนี้ ท่ามกลางสายตาคมกริบของ จางกงกงที่ยังคงเฝ้ามองอยู่จากระยะไกล ความสะเทือนใจที่หลินหยาแสดงออกมาช่างเป็นภาพที่ขัดกับความเย็นชาของโลกใบนี้ยิ่งนัก


จางกงกงลอบถอนหายใจยาว แววตาอสรพิษคู่นั้นดูจะอ่อนแสงลงเมื่อเห็นภรรยาของตนยอมทิ้งความสูงส่งลงไปนั่งเคียงข้างเด็กที่ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวซวยเพียงเพื่อมอบความเป็นมนุษย์กลับคืนให้เด็กชาย ดูท่าทางแล้วมันค่อนข้างชัดเจนเสียเหลือเกินว่านางจะทำอะไรต่อไป


สรุปเหตุการณ์: หลินหยาที่เห็นว่าเด็กชายยังไม่อิ่ม เลยปูที่นั่งเล็ก ๆ แล้วนั่งลงให้เด็กชายนั่งด้วย แล้วก็มอบข้าวอบลำไผ่และไก่ขอทาน ให้เด็กชายกิน โดยที่หลินหยาก็ฉีกเนื้อไก่เตรียมให้กินง่าย ๆ (ดูเหมือนเด็กจะชอบกินเนื้อ) ในตอนนี้หลินหยามีความคิดเป็นห่วงเด็กชายจับใจ เธอรู้สึกสะเทือนใจมากๆ

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

อื่น ๆ : มอบ ข้าวอบลำไผ่ (อาหารเกรดน้ำเงิน) 1 ชิ้น
มอบ ไก่ขอทาน (อาหารเกรดทอง) 1 ชิ้น
 ให้ เด็กชายปริศนาหัวขาว

รางวัล: -

แสดงความคิดเห็น

เด็กน้อยไม่กล้าขอเพิ่มจึงพูดเพียงข้าอิ่มแล้วขอบคุณท่าน.. แต่ทว่าเสียงท้องที่ยังไม่อิ่มกลับพูดตรงข้ามส่งเสียงจ๊อกดังอยู่  โพสต์ 2026-2-11 13:56
โพสต์ 43937 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-11 10:56
โพสต์ 43,937 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +15 เกียรติยศ +15 ความศรัทธา จาก ชุดทิวาเมฆาล่อง   โพสต์ 2026-2-11 10:56
โพสต์ 43,937 ไบต์และได้รับ +6 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ +6 ความศรัทธา จาก รองเท้าหยุนเวย  โพสต์ 2026-2-11 10:56
โพสต์ 43,937 ไบต์และได้รับ [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ จาก โล่ไม้  โพสต์ 2026-2-11 10:56
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-2-11 19:30:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ xx เดือน 03 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 12
เริ่มต้น ยามโหย่ว เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองฉางซา จักรวรรดิต้าฮั่น

ตอนพิเศษ 6

พริบตาเดียวที่เนื้อไก่ขอทานรสเลิศและข้าวอบลำไม้ไผ่ที่หอมกรุ่นหมดลง เด็กชายผมขาวก็จ้องมองจานไม้ที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าด้วยสายตาที่อาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก จานใบนั้นสะอาดเกลี้ยงเกลาจนแทบจะสะท้อนเงาใบหน้ามอมแมมของเขาได้ การได้ลิ้มรสอาหารที่ราวกับหลุดออกมาจากสรวงสวรรค์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าแม้แต่จะฝันถึงในชีวิตที่ผ่านมา


แม้ในใจของเด็กชายจะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วช่องท้อง แต่ทว่าท้องเจ้ากรรมที่อดอยากมานานแสนนานกลับยังคงส่งเสียงประท้วงครวญครางออกมาเบา ๆ อย่างไม่รักดี หลินหยาที่นั่งสังเกตอาการอยู่อย่างใกล้ชิดจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เจ้าอิ่มหรือยังเด็กน้อย?”


เด็กชายชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก้มหน้าต่ำลงเพื่อซ่อนความต้องการที่ยังคงพลุ่งพล่านอยู่ในอก ก่อนจะเค้นคำพูดติดขัดที่กลั่นออกมาจากความกลัวที่ฝังรากลึกในจิตใจตามวิสัยที่มักพูดได้เพียงสั้น ๆ “อิ่ม... ขอบ... คุณ… ท่าน…” คำตอบนั้นทำเอาหลินหยาพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความรู้สึกที่จุกอยู่ในลำคอ เพราะทันทีที่เขากล่าวคำว่าอิ่ม ทว่าเสียงท้องของเด็กชายก็กลับร้องจ๊อก ๆ ดังระงมขึ้นมาอีกระลอกประหนึ่งจะประจานคำมุสาของเจ้าของ ในตอนนี้นางมองดูร่างเล็กที่สั่นเทิ้มประหนึ่งลูกนกต้องพายุ พยายามหดตัวลีบเล็กเพื่อปกปิดความหิวโหยที่ไม่อาจซ่อนเร้น


หลินหยาขยับยิ้มที่มุมปากเพียงบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เจือไปด้วยความเศร้าสร้อยและความเมตตาอย่างที่สุด “ที่เจ้าบอกว่าอิ่ม... เป็นเพราะเจ้ากลัวว่าหากข้าให้มากกว่านี้ ข้าจะเปลี่ยนใจรังเกียจเจ้า หรือเจ้ากลัวว่าจะไม่มีวันได้กินอาหารดี ๆ เช่นนี้อีกใช่หรือไม่?”


คำถามนั้นทำให้เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองนางช้า ๆ แววตาที่เคยว่างเปล่าเริ่มสั่นคลอนด้วยหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมา เขาพยักหน้ายอมรับเบา ๆ อย่างจำนนต่อความจริง ทว่าริมฝีปากยังคงปิดสนิทเพราะไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับชีวิตที่ไร้หนทางเบื้องหน้าอย่างไรดี สำหรับเขาแล้ว การมีชีวิตรอดในแต่ละวันคือการดิ้นรนท่ามกลางคำสาปแช่ง และเขามองไม่ออกเลยว่าวันพรุ่งนี้เขาจะหาเศษกระดูกที่ไหนมาแทะได้อีก


หลินหยาที่เห็นความสิ้นหวังในแววตาคู่นั้นแล้วจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นคง “ข้าจะให้เจ้าได้กินจนกว่าจะอิ่ม... และข้าจะทำให้เจ้าไม่ต้องกลับมาหิวโหยเช่นนี้อีก แต่เจ้าช่วยไปที่หนึ่งกับข้าได้หรือไม่?” นางพูดเสร็จก็ยื่นมือออกไปหาเขาอย่างช้า ๆ เพื่อให้เขามั่นใจว่านางจะไม่คุกคามเด็กชายเหมือนคนอื่น ๆ “ข้ามิใช่คนอื่น ๆ ที่จะคอยทำร้ายหรือระบายอารมณ์ใส่เจ้าเพียงเพราะสีผมของเจ้า... ข้าสัญญาด้วยเกียรติของข้าว่าเจ้าจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับข้า”


เด็กชายขยับดวงตามองมือเล็กที่ยื่นมาตรงหน้าสลับกับใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจของหลินหยา ความกลัวที่เคยเป็นกำแพงสูงชันเริ่มพังทลายลงทีละน้อย เขารู้สึกได้ว่าสตรีผู้นี้มีความแตกต่างจากทุกคนที่เขาเคยพบมา ความอบอุ่นที่นางมอบให้นั้นมิใช่เพียงแค่ข้าวปลาอาหาร แต่คือความรู้สึกว่าเขายังมีคุณค่าความเป็นคนหลงเหลืออยู่ในโลกที่แสนเย็นชานี้


ขณะที่จางกงกงยังคงยืนมองเหตุการณ์นั้นอยู่ไกล ๆ ท่ามกลางบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิที่เริ่มแผ่ซ่านความมีชีวิตชีวา เขาเห็นแผ่นหลังของภรรยาที่ก้มลงโอบอุ้มชะตากรรมของเด็กน้อย และเขารู้ดีว่าตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ขบวนเดินทางสู่ฉางอันของเขาจะมีสมาชิกใหม่ที่มาพร้อมกับความวุ่นวายและสีผมที่ประหลาดตาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนอย่างแน่นอน


หลินหยาขยับยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความทะนุถนอม นางยื่นมือไปกุมมือเล็กมอมแมมของเด็กชายไว้แล้วพาเดินตรงไปยังรถม้าหรูหราที่จอดเด่นสง่าอยู่ท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของชาวบ้าน จางกงกงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปลายเท้าของเขาไม่เปื้อนฝุ่นดินแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวจ้องมองร่างเล็กผมขาวที่เดินตามภรรยาของเขาต้อย ๆ ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เขาพับพัดจีบในมือลงช้า ๆ รังสีอำนาจที่แผ่ออกมาทำเอาเด็กน้อยถึงกับชะงักฝีเท้าและพยายามจะมุดตัวลงหลังร่างของหลินหยาด้วยสัญชาตญาณความกลัวที่มี


“เด็กน้อย... เจ้ากินนี่รอข้าก่อนนะ ขอข้าคุยกับสามีข้าสักประโยคหน่อยนะ” หลินหยาล้วงเอาขนมถังหูลู่สีแดงสดใสที่เคลือบน้ำตาลจนเงาวับออกมาจากแหวนมิติส่งให้เด็กชาย กลิ่นหวานหอมของผลไม้ทำให้เด็กน้อยเผลอรับไปถือไว้ด้วยความงุนงง ก่อนที่นางจะหันไปเผชิญหน้ากับจางกงกงผู้เป็นว่าที่สามี 


หลินหยาขยับเข้าไปใกล้จางกงกงจนได้กลิ่นกำยานจาง ๆ ที่คุ้นเคย นางเงยหน้าสบตาอสรพิษเงามืดของตำหนักขันทีด้วยความจริงใจอย่างที่สุด ไม่มีแววขี้เล่นหรือดื้อรั้นเหมือนยามปกติ “ท่านพี่เจ้าคะ... ข้าอยากขออนุญาตท่าน” นางเอ่ยเสียงนุ่มแต่หนักแน่น “ข้าอยากรับเด็กคนนี้เป็นบุตรบุญธรรม อยากให้เขาใช้นามสกุลของข้า หรือหากท่านเมตตา... ให้เขาใช้สกุลจางของท่านได้หรือไม่เจ้าคะ?”


จางกงกงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากขยับยิ้มเย็นที่ดูคล้ายการเยาะหยันแต่กลับแฝงไปด้วยความว่างเปล่าแต่กลับมีอะไรบางอย่างในนั้น “เสี่ยวหยา... เจ้าเพิ่งเข้าประตูสกุลจางมาได้ไม่เท่าไหร่ ก็คิดจะเอาเด็กกาลกิณีที่คนทั้งเมืองรังเกียจมาเพิ่มภาระให้ข้าแล้วหรือ? เจ้าก็รู้ว่าตำแหน่งจงฉางชื่อของข้ามีศัตรูมากเพียงใด การรับเด็กที่มีประวัติประหลาดเช่นนี้เข้ามา ย่อมมิต่างจากการหาเรื่องใส่ตัวหรือไง?”


หลินหยากลับไม่หลบสายตาผู้เป็นสามีด้วยสายตาที่ไม่ปล่อยเลย นางก้าวเข้าไปชิดจนหน้าผากเกือบจรดแผงอกของเขา “ข้ารู้เจ้าค่ะ... แต่ท่านพี่มองดูเขาดี ๆ สิเจ้าคะ” นางบุ้ยปากไปทางเด็กชายที่กำลังยืนแทะขนมถังหูลู่ด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ “ท่านไม่เห็นใครบางคนในแววตาที่อ้างว้างคู่นั้นหรือเจ้าคะ? ใครบางคนที่ถูกโลกใบนี้ตราหน้าว่าอัปลักษณ์แปลกแตกต่าง  ใครบางคนที่ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวจนต้องสร้างเกราะน้ำแข็งขึ้นมาปกป้องตนเอง...” คำพูดของหลินหยาทำให้จางกงกงชะงักไปชั่วครู่ หัวใจของเขาที่เคยด้านชาประดุจเหล็กกล้าสั่นไหวอย่างรุนแรง 


ใช่... เขาเห็น เขารู้สึกได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่มองเห็นเส้นผมสีขาวนั่น เด็กคนนี้คือภาพสะท้อนของเขาในวัยเยาว์อย่างมิอาจปฏิเสธได้ เด็กที่ไม่มีใครต้องการ เด็กที่ถูกผลักไสให้กลายเป็นปีศาจทั้งที่ยังมิได้เริ่มใช้ชีวิต


“ข้าเห็นท่านในตัวเขาเจ้าค่ะ...” หลินหยาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้ามิอาจย้อนเวลาไปช่วยท่านในตอนนั้นได้ แต่ตอนนี้ข้าสามารถช่วยเด็กคนนี้ได้ ข้าไม่อยากให้เขากลายเป็นอสรพิษที่เดียวดายเหมือนท่านในอดีต ข้าอยากให้เขารู้ว่าโลกนี้ยังมีที่ว่างสำหรับคนอย่างเขา... และมีคนที่พร้อมจะรักเขาอย่างที่เขาเป็น”


จางกงกงที่นิ่งเงียบไปนานแสนนาน เขามองสลับระหว่างหลินหยาที่ดวงตาคลอไปด้วยความเมตตาอันล้นปรี่ กับเด็กชายผมขาวที่มองมาทางพวกเขาด้วยความหวาดระแวงสลับกับความโหยหา ความสงสารที่เขาพยายามกดทับไว้มานานนับสิบปีพวยพุ่งขึ้นมาจนยากจะต้านทาน เขาพ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนจะยื่นมือหนาไปลูบศีรษะหลินหยาอย่างเบามือ “เจ้ามันช่างหาเรื่องให้ข้าเสียจริง... ฮูหยินตัวน้อย” จางกงกงเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “หากเจ้าต้องการเช่นนั้น ข้าจะขัดใจเจ้าได้อย่างไร? ในเมื่อเจ้าบอกว่าเห็นข้าในตัวเขา... เช่นนั้นเขาก็คือลูกของข้าเช่นกัน”


คำนั้นทำให้หลินหยาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายของสามี แววตาของนางไหววูบด้วยความตื้นตันระคนรู้เท่าทัน ก่อนที่หลินหยาจะส่งยิ้มหวานที่เจือไปด้วยความเข้าอกเข้าใจพลางเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ท่านรู้อยู่แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะว่าข้าจะต้องขอรับเลี้ยงเด็กคนนี้... และที่จริง ท่านเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับข้า” หลินหยาถามคำถามแต่จางกงกงมิได้เอ่ยตอบเป็นคำพูด เขาเพียงแต่เบนสายตาไปทางอื่นราวกับจะหลบเลี่ยงความจริงที่ถูกนางอ่านจนทะลุปรุโปร่ง ทว่าความอ่อนโยนที่หลงเหลืออยู่ในปลายนิ้วซึ่งยังคงสัมผัสเส้นผมของนางนั้นกลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด 


ก่อนที่หลินหยาจะหันกลับมาหาเด็กน้อยผมขาวที่ยืนตัวลีบเล็กอยู่เบื้องหลังนาง ความหวาดกลัวในดวงตาของเด็กชายดูจะเบาบางลงบ้างเมื่อเห็นกิริยาท่าทางที่อ่อนลงของบุรุษผู้ดูน่าเกรงขามตรงหน้า


หลินหยาย่อกายลงจนอยู่ในระดับสายตาเดียวกับเด็กน้อย นางยื่นมือออกไปกุมมือเล็กที่สั่นเทาของเขาไว้อย่างแผ่วเบา ราวกับจะส่งผ่านไออุ่นและความมั่นคงไปให้ถึงก้นบึ้งของหัวใจที่แตกสลาย “เด็กน้อย... เจ้าฟังข้านะ” น้ำเสียงของนางนุ่มนวลทว่าหนักแน่นไปด้วยความจริง 


“ข้ามีเรื่องสำคัญอยากจะถามเจ้า... เจ้าอยากจะมาเป็นลูกของข้ากับชายผู้นี้หรือไม่?”


นางไม่พูดเปล่ากลับผายมือไปทางจางกงกงที่ยืนตระหง่านเป็นปราการอยู่ด้านหลัง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยความสัตย์จริง “หากเจ้ามาอยู่กับเรา เจ้าจะไม่ต้องคอยหาเศษอาหารตามพื้นดินเพื่อประทังชีวิตอีกต่อไป ข้าจะไม่หลอกเจ้าว่าชีวิตต่อจากนี้จะสบายไร้อุปสรรค เพราะคนเราล้วนมีสิ่งที่ยากลำบากต้องเผชิญต่างกันไป... แต่ข้าสัญญาสิ่งหนึ่งที่เจ้าจะได้แน่ ๆ”


ดวงตาสีน้ำตาลของหลินหยาฉายแววแห่งความเมตตาอันลึกซึ้งที่สื่อถึงการโอบอุ้มชีวิตหนึ่งอย่างแท้จริง “เจ้าจะได้เรียนหนังสือ ได้มีที่ซุกหัวนอนที่ปลอดภัย และเหนือสิ่งอื่นใด... เจ้าจะได้เรียกข้าว่าแม่ เรียกเขาว่าพ่อ และให้เราทั้งสองได้เรียกเจ้าว่าลูกชายด้วยความภาคภูมิใจ เจ้าจะไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในฐานะตัวซวยของใครอีกต่อไป แต่เจ้าจะเป็นแก้วตาดวงใจของบ้านเรา... เจ้าเต็มใจหรือไม่?” 


เสียงของหลินหยาทำให้เด็กชายผมขาวนิ่งอึ้งไปประหนึ่งร่างถูกสาป คำว่า ‘ลูกชาย’ และ ‘พ่อแม่’ เป็นถ้อยคำที่ไกลเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ในชาตินี้ หยาดน้ำตานั้นออกมาจากดวงตาสีหม่นที่คลอหน่วยตาค่อย ๆ เอ่อล้นไหลผ่านแก้มที่มอมแมม ท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดพาเอาความหวังครั้งใหม่มาสู่ชีวิตที่เคยดับมืด เขาจ้องมองหลินหยาและจางกงกงสลับกันไปมาด้วยหัวใจที่เต้นรัวระคนสับสน ราวกับกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างนรกที่คุ้นเคยกับสวรรค์ที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง


ในขณะนั้นเอง จางกงกงที่ยืนเงียบมาตลอดกลับแค่นเสียงในลำคอเบา ๆ พลางปรายตามองเด็กน้อยด้วยสายตาที่อ่านยาก ทว่ามือนิ่งสงบที่ไขว้หลังอยู่กลับกำแน่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับเขาก็เกรงกลัวคำตอบของเด็กชายไม่ต่างไปจากหลินหยาเลยแม้แต่นิดเดียว


สรุปเหตุการณ์: หลินหยาที่เห็นเด็กชายหิว เธอจึงบอกว่านางจะให้กินอีก แล้วพาเด็กชายไปหาจางกงกง ระหว่างที่หลินหยาคุยกับจางกงกงเธอให้ขนมถังหูลู่กับเด็กชายไปกินก่อน ก่อนที่หลินหยาจะขอจางกงกงว่าขอรับเลี้ยงเด็กคนนี้ได้ไหม โดยบอกว่าเห็นจางกงกงในเด็กชายคนนี้ และจางกงกงก็เหมือนจะยอม (เขาก็รู้สึกเหมือนกัน) แล้วหลินหยาค่อยถามเด็กชายว่าอยากจะเป็นบุตรบุญธรรมของเธอและจางกงกงไหม (รอเด็กชายตอบ)

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

อื่น ๆ : มอบ ถังหูลู่ 2 อัน ให้ เด็กชายปริศนาหัวขาว

รางวัล: +5 ความสัมพันธ์สนทนาทั่วไป [NPC-11] จางกงกง 
หัวดี โบนัสเพิ่มความโปรดปราน+20 โบนัส 
ความสัมพันธ์พิเศษ (VIP) กับ NPC +10 แต้ม โบนัส 
ความโปรดปราน NPC เผ่ามนุษย์ (ผู้มีบุญ) +20 แต้ม
แถวที่ 2 หาร 2 = 27.5

แสดงความคิดเห็น

เด็กน้อยยอมรับก่อนเป็นลมไป (ส่งเสนอสร้าง NPC แช่จาง (คิดชื่อ) และภาพขนาด 300x300 px  โพสต์ 2026-2-12 13:43
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-11] จางกงกง เพิ่มขึ้น 27 โพสต์ 2026-2-12 13:43
โพสต์ 50151 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-11 19:30
โพสต์ 50,151 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +15 เกียรติยศ +15 ความศรัทธา จาก ชุดทิวาเมฆาล่อง   โพสต์ 2026-2-11 19:30
โพสต์ 50,151 ไบต์และได้รับ +6 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ +6 ความศรัทธา จาก รองเท้าหยุนเวย  โพสต์ 2026-2-11 19:30
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
โพสต์ 2026-2-13 07:47:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากลองเอาไว้โรลเพลย์

บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
วันที่ xx เดือน 03 รัชศกเจี้ยนหยวน ปีที่ 12
เริ่มต้น ยามเหม่า เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองฉางซา จักรวรรดิต้าฮั่น

ตอนพิเศษ 7

เด็กชายผมขาวตัวน้อยสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นสายตาคมกริบของจางกงกงที่อยู่ตรงหน้าตนเอง หัวใจดวงเล็กของเด็กตัวน้อยก็สั่นระรัวดุจกลองรบที่ตีรัวท่ามกลางความหนาวเหน็บที่เริ่มกัดกินหัวใจอีกครั้ง ความหวาดกลัวที่สั่งสมมาทั้งชีวิตทำให้เขาอยากจะมุดดินหนีหายไปเสียเดี๋ยวนี้ ริมฝีปากที่แตกแห้งสั่นระริกขณะที่เขาพยายามเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก


“ข้า... กลัว... ซวย...” เสียงเล็ก ๆ นั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความกังวลอย่างสุดซึ้ง เขากลัวว่าหากเขาตอบตกลง ความอัปมงคลในตัวเขาจะพรากเอาชีวิตและความสุขของสตรีผู้ใจดีและบุรุษผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าไปเสีย เหมือนที่มันเคยพรากทุกอย่างไปจากเขา


จางกงกงที่ยืนเงียบมาตลอดปรายตามองเด็กน้อยด้วยสายตาที่เย็นชาทว่าแฝงไปด้วยสัจธรรมที่โหดร้าย เขาขยับพัดในมือเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กังวานไปถึงก้นบึ้งของจิตใจ การมีชีวิตรอดคือสิ่งสำคัญที่สุดในใต้หล้า... หากวันนี้เจ้ายังรักษาลมหายใจของตัวเองไว้ไม่ได้ แล้ววันหน้าเจ้าจะเหลือชีวิตไว้ให้เป็นกาลกิณีแก่ผู้ใดได้อีก? เจ้าจงเลือกเอาเถิด... จะยอมตายอย่างสุนัขข้างถนนเพราะความขลาดเขลา หรือจะคว้าโอกาสนี้ไว้เพื่อพิสูจน์ว่าเจ้าเหนือกว่าคำสาปแช่งเหล่านั้น” 


คำพูดของจางกงกงประดุจสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของเด็กชาย ความกลัวพ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาเงยหน้ามองหลินหยาที่ส่งยิ้มให้ด้วยความเมตตาอันล้นปรี่ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนพื้นดินมอมแมม


“ไป... กับ... ท่าน...”


ทันทีที่สิ้นคำตอบรับ หลินหยาก็โผเข้าโอบกอดร่างเล็กที่สั่นเทิ้มนั้นไว้อย่างแว่วเบาประหนึ่งกลัวว่าเขาจะแตกสลายไป อ้อมกอดที่อบอุ่นและกลิ่นหอมจาง ๆ ของผ้าไหมทำให้เด็กน้อยรู้สึกถึงความปลอดภัยที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ความตึงเครียดที่แบกรับมาเนิ่นนานและความเหนื่อยล้าจากการขาดสารอาหารที่สั่งสมมาหลายวันพลันพังทลายลง ในวินาทีที่เขารับรู้ว่าตนเองมี ‘บ้าน’ และมี ‘พ่อแม่’ อย่างแท้จริง สติที่เคยยึดรั้งไว้ด้วยความหวาดกลัวก็ดับวูบลง ร่างเล็ก ๆ ของเด็กชายทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงในอ้อมแขนของหลินหยาพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอแต่แผ่วเบาจนน่าตกใจ


“เด็กน้อย! เจ้าเป็นอะไรไป!” หลินหยาอุทานออกมาด้วยความตกใจขณะที่รับร่างที่หมดสติของเขาไว้ได้ทันท่วงที นางรีบช้อนตัวเขาขึ้นมาแนบอกด้วยความตื่นตระหนก “ท่านพี่! เรียกหมอเร็วเข้า! เขาเย็นไปหมดทั้งตัวแล้ว!” ชั่วพริบตาจางกงกงก็รีบก้าวเข้ามาข้างกายภรรยาในทันที ดวงตาคมกริบฉายแววห่วงใยที่ปกปิดไม่มิด เขาใช้นิ้วเรียวยาวแตะที่ชีพจรของเด็กชายก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา “เขาเพียงแต่เหนื่อยล้าและอ่อนแรงเกินไป... เมื่อใจที่เคยดิ้นรนสงบลง ร่างกายจึงสั่งให้เขาพักผ่อนเสียที”


ท่ามกลางแสงโคมไฟที่วูบไหวในขบวนพักพิง หลินหยาโอบกอดลูกชายบุญธรรมตัวน้อยไว้แน่นขณะที่หน่วยแพทย์รีบเร่งรุดมาดูอาการ ความสะเทือนใจและความหวังถักทอเข้าด้วยกันในค่ำคืนที่แสนยาวนานนี้ โดยมีอสรพิษเงามืดผู้เงียบขรึมยืนอารักขาอยู่ไม่ห่าง... 


การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในนครฉางอันของครอบครัวสกุลจาง ดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเมตตาและหัวใจที่เริ่มหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน


……


แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลอดผ่านผ้าม่านไหมของกระโจมพักรับรองอันหรูหรา กลิ่นอายของไม้กฤษณาและเครื่องหอมจาง ๆ อบอวลไปทั่วพื้นที่กว้างขวางซึ่งถูกจัดแต่งไว้อย่างประณีตผิดกับบรรยากาศภายนอกที่เป็นศูนย์อพยพอันวุ่นวาย บนเตียงหนานุ่มที่ปูด้วยผ้าแพรชั้นดี ร่างเล็ก ๆ ของเด็กชายเริ่มขยับกายอย่างช้า ๆ ก่อนจะปรือตาขึ้นมองเพดานกระโจมด้วยความงุนงง


ในตอนนี้หลินหยากำลังนั่งอยู่ข้างเตียงของเด็กชายในชุดผ้าไหมสีเรียบแต่สง่างาม ในมือของนางถือผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น คอยซับตามใบหน้าและลำคอของเด็กน้อยด้วยความเบามือ บัดนี้เด็กชายไม่ได้อยู่ในสภาพมอมแมมเหมือนวันวานอีกแล้ว ร่างกายของเขาสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มสีฟ้าอ่อนที่สะอาดตา เส้นผมสีขาวโพลนที่เคยชี้ฟูถูกสระจนสะอาดและรวบเก็บไว้อย่างหลวม ๆ ด้วยริบบิ้นเส้นเล็ก แม้โครงหน้าจะยังดูซูบผอมจนเห็นกระดูกโหนกแก้ม แต่ความสะอาดสะอ้านก็เผยให้เห็นเค้าความน่ารักที่ซ่อนอยู่ ดวงตาคู่โตที่เคยมืดมนเริ่มมีประกายแห่งชีวิตขึ้นมาบ้าง


“ตื่นแล้วหรือเด็กน้อย...” หลินหยาคลี่ยิ้มหวานพลางวางผ้าลง “หลับไปนานเชียว มาเถอะ... กินน้ำซุปอุ่น ๆ นี่ก่อน หมอต้มมาให้เจ้าโดยเฉพาะเลยนะ” สิ้นคำนางก็ประคองชามยาที่ส่งกลิ่นสมุนไพรฉุนกึกและรสชาติที่รู้ดีว่าขมจัดมาจ่อที่ริมฝีปากของเด็กชายที่พึ่งฟื้น “มันอาจจะขมหน่อยนะจ๊ะ แต่มันจะช่วยให้เจ้ามีแรงและปรับธาตุในร่างกาย กินให้หมดเชียวล่ะ”


เด็กชายมองน้ำยาสีเข้มในชามเพียงครู่เดียว ก่อนจะอ้าปากรับและซดลงไปอึกใหญ่ติดต่อกันจนหมดชามโดยไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วหรือแสดงอาการรังเกียจรสขมปร่าที่ติดโคนลิ้น สำหรับเขาแล้ว... รสขมของยามันช่างจืดชืดนักเมื่อเทียบกับความขมขื่นของชีวิตที่เขาเคยผ่านมา


จางกงกงที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่มุมหนึ่งของกระโจมจ้องมองปฏิกิริยานั้นด้วยแววตาพึงใจที่ยาขมไม่ได้ทำให้เด็กตัวเล็กกระจกงอแง ระหว่างนั้นเขาขยับกายก้าวเข้ามาใกล้เตียงที่โดนจัดไว้อย่างดี รังสีความเยือกเย็นทว่ามั่นคงแผ่ซ่านออกมาจนเด็กน้อยเผลอเกร็งตัวขึ้นเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ “ในเมื่อเจ้าจะมาเป็นคนในสกุลจางแล้ว จะให้ผู้คนเรียกขานว่าเด็กผมขาวหรือตัวซวยต่อไปย่อมไม่ได้...” จางกงกงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ามีพลังอำนาจที่ทำให้คนฟังต้องตั้งใจฟัง 


“ต่อไปนี้เจ้าชื่อ จาง อวี้หลิน (张 玉麟)... อวี้ ที่แปลว่าหยกขาวอันบริสุทธิ์ และ หลิน ที่มาจากกิเลน สัตว์มงคลที่นำพาแต่โชคลาภมาสู่ผู้พบเห็น”


เขาเว้นจังหวะพลางปรายตามองไปทางชาวบ้านภายนอกกระโจมที่เคยดูแคลนเด็กคนนี้ “ในสายตาของข้าและหลินหยา เจ้าคือหยกงามและสัตว์มงคล หาใช่สิ่งอัปมงคลอย่างที่คนเขลาเหล่านั้นกล่าวอ้าง จงจำชื่อนี้ไว้ให้มั่น เพราะมันคือชื่อที่จะติดตัวเจ้าไปจนวันตายในฐานะคุณชายน้อยแห่งสกุลจาง”


หลินหยาที่นั่งฟังอยู่นิ่ง ๆ ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นแล้วหันไปค้อนสามีเจ้าแผนการของนางหนึ่งที “ที่ท่านเงียบไปตั้งนานเมื่อคืน... เพราะแอบไปเปิดตำราตั้งชื่อมงคลให้ลูกอยู่นี่เองหรือเจ้าคะท่านพี่? แหม... ปากก็บอกว่ารำคาญ แต่เตรียมการเสียดิบดีเชียวนะเจ้าคะ”


จางกงกงทำเพียงแค่นเสียงในลำคอเบา ๆ แล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อปกปิดความรู้สึกที่ถูกภรรยาอ่านจนทะลุปรุโปร่งกับคำแซวนั้น


ปฎิกิริยานั้นทำให้หลินหยาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันกลับมาหาเด็กชายที่บัดนี้กลายเป็นลูกชายบุญธรรมของนางเต็มตัว ก่อนที่นางจะเอื้อมมือไปลูบแก้มที่เริ่มมีความอบอุ่นของเขาอย่างรักใคร่ “อวี้หลิน... ชอบชื่อนี้ไหมจ๊ะ? ต่อไปนี้ไม่มีใครมารังแกเจ้าได้แล้วนะ พ่อของเจ้าน่ะดุมาก ใครกล้ามาว่าเจ้า เขาจะจัดการให้หมดเลยล่ะ”


อวี้หลินมองสบตาหลินหยา แววตาที่เคยหวาดระแวงเริ่มพังทลายลงทีละน้อย ความอบอุ่นจากฝ่ามือของนางและความหนักแน่นจากชื่อที่พ่อบุญธรรมมอบให้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม เขาเม้มริมฝีปากแน่น หยาดน้ำตาใส ๆ รื้นขึ้นมาที่ขอบตาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ระทมเหมือนที่ผ่านมา จนเด็กชายค่อย ๆ พยักหน้าช้า ๆ พลางเปล่งเสียงออกมาอย่างแผ่วเบาแต่ชัดเจนเป็นครั้งแรก “ชอบ... อวี้หลิน... ชอบ...”


และแล้วบรรยากาศในกระโจมหรูยามเช้าวันนั้นถูกเติมเต็มด้วยความหวังและความรักที่เริ่มผลิบานท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิ หลินหยาก็โอบกอดอวี้หลินไว้แนบอก ขณะที่จางกงกงยังคงยืนเป็นปราการที่แข็งแกร่งอยู่เคียงข้าง แม้จะไม่มีคำพูดหวานซึ้งจากปากอสรพิษเงามืด แต่แววตาที่มองดูครอบครัวเล็ก ๆ ของเขานั้นกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องแสงสว่างนี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่ลมหายใจของเขาจะเอื้ออำนวย


สรุปเหตุการณ์: หลินหยากับจางกงกงได้ลูกชายแล้ว โฮ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

พรสวรรค์: ลาภลอย (ไม้)
มีโอกาสพบเจออีเว้นท์แปลก ๆ บางอย่างแทรกในเควสที่กำลังทำอยู่

อื่น ๆ : -

รางวัล: +5 ความสัมพันธ์สนทนาทั่วไป [NPC-11] จางกงกง 
หัวดี โบนัสเพิ่มความโปรดปราน+20 โบนัส 
ความสัมพันธ์พิเศษ (VIP) กับ NPC +10 แต้ม โบนัส 
ความโปรดปราน NPC เผ่ามนุษย์ (ผู้มีบุญ) +20 แต้ม
แถวที่ 2 หาร 2 = 27.5

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [NPC-11] จางกงกง เพิ่มขึ้น 27 โพสต์ 2026-2-13 11:43
โพสต์ 43831 ไบต์และได้รับ 16 EXP! [VIP]  โพสต์ 2026-2-13 07:47
โพสต์ 43,831 ไบต์และได้รับ +10 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +15 เกียรติยศ +15 ความศรัทธา จาก ชุดทิวาเมฆาล่อง   โพสต์ 2026-2-13 07:47
โพสต์ 43,831 ไบต์และได้รับ +6 EXP [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ +6 ความศรัทธา จาก รองเท้าหยุนเวย  โพสต์ 2026-2-13 07:47
โพสต์ 43,831 ไบต์และได้รับ [ถูกบล็อค] ความกล้า +10 เกียรติยศ จาก โล่ไม้  โพสต์ 2026-2-13 07:47
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดทิวาเมฆาล่อง
รองเท้าหยุนเวย
โล่ไม้
วาสนาเซียน
ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แหวนดาราจรัส(D2)
ตำราอาหารลับของเสี่ยวจ้าวจื่อ
ยอดคีตศิลป์
ปราณกระเรียนขาว(ไม้)
ขลุ่ยพันธะในเงาศาลา
กระเป๋าเจ็ดขุมทรัพย์(D)
ทักษะผู้ขี่มังกรตะวันตก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x3
x16
x16
x16
x1
x50
x5
x29
x6
x10
x10
x2
x2
x3
x114
x5
x8
x6
x5
x6
x4
x6
x5
x21
x3
x165
x70
x71
x1
x5
x34
x11
x246
x1
x1
x1
x145
x5
x8
x66
x27
x6
x93
x138
x5
x209
x4
x50
x5
x85
x6
x208
x73
x75
x81
x4
x105
x5
x8
x4
x4
x14
x16
x9
x16
x69
x1
x1
x53
x72
x47
x16
x140
x10
x11
x11
x36
x9
x10
x4
x16
x60
x75
x2
x1
x104
x64
x9
x10
x292
x55
x28
x70
x82
x49
x5
x3
x128
x12
x10
x11
x5
x3
x3
x9
x5
x15
x3
x1
x6
x14
x10
x133
x109
x21
x11
x16
x50
x3
x1
x10
1234
ตั้งกระทู้ใหม่ กลับไป
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้