
บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
เริ่มต้น ยามโหย่ว เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองฉางซา จักรวรรดิต้าฮั่น

ตอนพิเศษ 4
แสงสีส้มรำไรของอาทิตย์อัสดงทาบทับลงบนทุ่งหญ้ากว้างนอกกำแพงเมืองฉางซา กลิ่นดินและไอร้อนจากกองไฟที่เพิ่งถูกจุดขึ้นคละคลุ้งไปกับเสียงอื้ออึงของผู้คนที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ระทม ขบวนรถม้าที่เคยดูโอ่อ่าสง่างามบัดนี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการแจกจ่ายความเมตตา ทหารและองครักษ์สกุลจางต่างเร่งมือจัดระเบียบที่พักชั่วคราวตามคำสั่งของจูฟูเหรินที่เพิ่งรับตำแหน่งได้เพียงไม่นาน
หลินหยาในชุดที่ดูคล่องแคล่วไม่เกะกะ เดินวนเวียนอยู่รอบกระโจมครัวที่เพิ่งตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วน นางลงมือคุมคนครัวด้วยตัวเอง คอยย้ำเตือนให้ใช้เครื่องปรุงและวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด น้ำซุปใสที่เคี่ยวจากกระดูกและผักพื้นบ้านเริ่มส่งกลิ่นหอมกรุ่นจาง ๆ ออกมาท่ามกลางความหนาวเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิที่กำลังโรยตัว ระหว่างนั้นหลินหยาก็หยิบผ้าสะอาดขึ้นเช็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ก่อนจะตักน้ำซุปขึ้นมาเป่าแล้วชิมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“น้ำซุปนี่ไม่ต้องปรุงให้จัดจ้านนักนะ เอาแค่ให้มีรสชาติกลมกล่อมพอให้คนเจ็บซดได้คล่องคอ พวกเขาขาดน้ำและอาหารมาหลายวัน ลำไส้ยังรับของหนักไม่ไหว” หลินหยาเอ่ยคำสั่งที่แฝงไปด้วยความรู้พื้นฐานของการค้าและการดูแลคน ทำให้เหล่าคนครัวต่างขยันขันแข็งขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อทำตามความต้องการของว่าที่ฮูหยินคนใหม่นี้
เมื่อเห็นว่าน้ำซุปเริ่มได้ที่ หลินหยาจึงคว้าชามไม้ใบย่อมขึ้นมาตักน้ำซุปอุ่น ๆ จนเต็ม แล้วเดินตรงไปยังกลุ่มชาวบ้านที่นั่งจับเจ่าอยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ พวกเขาดูเสียขวัญและว่างเปล่า ดวงตาที่มองมานั้นไร้ประกายแห่งความหวังราวกับจิตวิญญาณได้ถูกพรากไปพร้อมกับบ้านเรือนที่วอดวายด้วยฝีมือปีศาจ หลินหายาเดินเข้าไปใกล้หญิงชราคนหนึ่งที่โอบอุ้มหลานชายตัวน้อยซึ่งสั่นเทิ้มด้วยความหนาว นางย่อกายลงอย่างไม่นึกรังเกียจฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามพื้นดิน พลางยื่นชามซุปอุ่น ๆ ส่งให้ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ “คุณยายเจ้าคะ ซดซุปร้อน ๆ นี่หน่อยนะเจ้าคะ จะได้มีแรงดูแลหลาน น้ำซุปนี่รสชาติอ่อน ๆ ทานได้แน่นอนเจ้าค่ะ”
หญิงชรามองมือคู่เล็กที่ยื่นมาช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ รับชามไปอย่างสั่นเทา กลิ่นหอมของซุปและไออุ่นที่แผ่ออกมาทำให้ความหนาวเหน็บในใจเริ่มมลายไปทีละน้อย “ขอบคุณ... ขอบคุณเจ้าค่ะแม่นาง”
หลังจากนั้นหลินหยายังคงเดินหน้าปลอบประโลมผู้คนด้วยความจริงใจ นางไม่ได้แสดงท่าทีหยิ่งยโสในฐานะภรรยาของขุนนางใหญ่แม้แต่น้อย ทุกการกระทำและคำพูดที่เรียบง่ายแต่ซื่อตรงของนาง ค่อย ๆ เรียกสติและความหวังของชาวบ้านให้คืนกลับมาทีละนิด
ห่างออกไปไม่ไกลนัก ตอนนี้จางกงกงยืนกอดอกพิงรถม้าไม้แกะสลักพลางจ้องมองภาพของภรรยาที่กำลังวุ่นวายอยู่ท่ามกลางฝูงชน ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้ฉายแวววูบไหวอย่างยากจะคาดเดา เขาเคยเห็นสตรีมามากมาย ทั้งที่สูงศักดิ์นอบน้อมและที่งามล่มเมือง แต่ไม่มีใครเลยที่เหมือนกับหลินหยา นางเป็นเหมือนลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดเข้ามาปัดเป่าความหนาวเย็นในใจของเขา และบัดนี้ นางกำลังพัดผ่านไปเพื่อปัดเป่าความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น
แม้ในใจเขาจะนึกรำคาญที่ต้องมาล่าช้าเพราะเรื่องไร้สาระของพวกชาวบ้าน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของนางยามที่ได้รับคำขอบคุณ และเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาคู่นั้น จางกงกงก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาวพลางสะบัดชายเสื้อเดินเข้าไปใกล้พื้นที่ครัวมากขึ้น เขามองดูเงาของหลินหยาที่วูบไหวตามแสงไฟจากเตา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจว่าการมีนางอยู่ข้างกายเช่นนี้ บางทีชีวิตที่เคยแห้งแล้งและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของเขา อาจจะเริ่มมีรสชาติที่กลมกล่อมเหมือนน้ำซุปใสในชามใบนั้นขึ้นมาบ้างก็ได้
“เสี่ยวหยา ถ้าเจ้ายังไม่หยุดเดินแจกซุปจนลืมพัก ข้าจะสั่งให้คนครัวดับไฟเดี๋ยวนี้เลยนะ” จางกงกงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยความอาทรที่ปิดไม่มิด
คำนั้นทำเอาหลินหยาหันกลับมาค้อนให้เขาหนึ่งวงโตพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า “ท่านก็อย่ามัวแต่ยืนบ่นอยู่ตรงนั้นเลยเจ้าค่ะ ถ้าท่านว่างนักก็ช่วยสั่งให้คนของท่านไปหามุ้งหรือผ้าห่มมาเพิ่มให้พวกเด็ก ๆ หน่อยเถอะเจ้าค่ะ ถือว่าข้าขอร้องนะเจ้าคะ” เสียงเอ่ยขอของหลินหยาเอ่ย อสรพิษแห่งวังหลวงก็ทำเพียงขยับพัดในมือเบา ๆ ก่อนจะปรายตาไปยังองครักษ์อาเหวินเป็นเชิงสั่งการ แม้ปากจะบ่นแต่การกระทำกลับตามใจนางอย่างที่สุด
เมื่อเห็นว่าสามียอมโอนอ่อนตามใจ หลินหยาก็ยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก นางหันหลังกลับมาเตรียมจะไปตักน้ำซุปเพิ่ม ทว่าสายตาพลันไปสะดุดเข้ากับเงาร่างเล็กกระจ้อยร่อยที่ซุกตัวอยู่ตรงมุมอับใกล้กองฟืนที่ห่างไกลจากวงล้อมของผู้คน ร่างนั่นคือเด็กน้อย... เด็กชายตัวผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก วัยดูแล้วน่าจะไม่เกินห้าขวบปี เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดวิ่นจนแทบไม่กันหนาว ตามเนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบโคลนและฝุ่นผง แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเส้นผมบนศีรษะเล็ก ๆ นั่น... มันไม่ใช่สีดำขลับดั่งเช่นเด็กทั่วไป แต่มันกลับเป็นสีขาวโพลนดั่งหิมะที่หม่นหมอง ชี้ฟูยุ่งเหยิงราวกับรังนกที่ถูกทิ้งร้าง
หลินหยาเพ่งมองฝ่าความสลัวของยามเย็น หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อเห็นสิ่งที่เด็กน้อยกำลังทำ มือเล็กที่สั่นเทานั้นกำลังประคองบางสิ่งขึ้นมาจรดริมฝีปาก... มันคือกระดูกเปล่าที่ไร้เศษเนื้อ ซึ่งมีใครสักคนโยนทิ้งไว้บนพื้นดินที่สกปรกโสโครก เด็กน้อยกำลังใช้ฟันเล็ก ๆ แทะเล็มกระดูกท่อนนั้นด้วยความหิวโหย ดวงตาที่ลึกโหลเหม่อลอยไร้แววชีวิตชีวา ราวกับสุนัขจรจัดที่พยายามยื้อชีวิตตัวเองไปวัน ๆ
“พระเจ้าช่วย...” หลินหยาอุทานออกมาเสียงแผ่ว ความสงสารแล่นพล่านไปทั่วอก นางกำชามไม้ในมือแน่นจนนิ้วขาวซีด ก่อนจะไม่รั้งรอสิ่งใดอีก นางรีบตักน้ำซุปอุ่น ๆ ที่มีเนื้อและผักจนพูนชาม แล้วก้าวเท้าฉับ ๆ ตรงดิ่งไปยังมุมมืดนั้นทันที
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะก้าวไปถึงตัวเด็กน้อย ร่างของชาวบ้านชายฉกรรจ์สองสามคนก็รีบถลันเข้ามาขวางหน้านางไว้ สีหน้าของพวกเขาดูตื่นตระหนกและรังเกียจเดียดฉันท์อย่างปิดไม่มิด “หยุดก่อนขอรับแม่นาง! อย่าเข้าไปใกล้มันนะขอรับ!” ชายคนหนึ่งร้องห้ามเสียงหลง พลางยกมือทำท่าปัดไล่เหมือนกำลังไล่แมลงวัน “อย่าเอามืออันสูงส่งของแม่นางไปเกลือกกลั้วกับไอ้เด็กกาลกิณีคนนั้นเลยขอรับ!”
คำนั้นทำเอาหลินหยาชะงักฝีเท้า ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจระคนไม่พอใจ “เจ้าพูดอะไรของเจ้า? เด็กคนนั้นกำลังจะอดตายอยู่แล้วนะ! หลีกไป ข้าจะเอาซุปไปให้เขา”
“ไม่ได้นะขอรับ!” ชาวบ้านอีกคนรีบเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขยะแขยง “ท่านไม่เห็นหรือว่ามันผมขาวโพลนผิดมนุษย์มนา! มันเป็นตัวซวย! ตั้งแต่เกิดมาพ่อแม่มันก็ตายโหงกันหมดเพราะฤทธิ์เดชความอัปมงคลของมัน!”
“เพียงเพราะผมขาวเนี่ยนะ?” หลินหยาที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำเอาเธอต้องมองค้อนคนที่พูดคนนั้น
“ไม่ใช่แค่นั้นขอรับ!” ชายคนแรกกระซิบกระซาบด้วยแววตาหวาดกลัว “หมู่บ้านเดิมของมัน... ทั้งหมู่บ้านโดนโจรป่าบุกปล้นฆ่าล้างโคตร ไม่เหลือรอดแม้แต่ไก่สักตัว ก็เพราะอาถรรพ์ของมันนี่แหละ! คนทั้งหมู่บ้านตายเรียบเป็นผีเฝ้าหลุม...” หลังจากนั้นเขาก็ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเหยียดหยามเมื่อมองไปทางเด็กชายผมขาว “ท่านคงไม่เชื่อ แต่มีแต่มัน... มีแต่มันคนเดียวที่ระเห็จรอดชีวิตมาได้ เพราะดันมีจอมยุทธ์พเนจรผ่านทางมาช่วยไว้ทัน... ฮึ! สวรรค์ช่างไร้ตาแท้ ๆ หากจอมยุทธ์ผู้นั้นไม่สอดมือเข้าช่วย ป่านนี้มันคงตายตกไปตามกัน ไม่ต้องมาเป็นเสนียดจัญไรให้พวกข้าต้องหวาดระแวงว่าความซวยจะมาถึงตัวเมื่อไหร่เช่นนี้หรอกขอรับ!”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและการแช่งชักหักกระดูกดังออกมาจากปากของผู้ใหญ่ตัวโต ๆ ที่กำลังรังแกเด็กตัวเล็ก ๆ เพียงคนเดียว หลินหยาฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออก ความเวทนาเปลี่ยนเป็นความโกรธที่แล่นริ้วขึ้นสมอง นางมองดูเด็กน้อยที่ยังคงนั่งแทะกระดูกอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ท่ามกลางสายตาอาฆาตมาดร้ายของผู้คนรอบข้างที่พร้อมจะเหยียบย่ำให้จมดินเพียงเพราะความเชื่องมงายไร้สาระ
ความโกรธของหลินหยานั้นคุกกรุ่นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ หลินหยาปรายสายตามองชาวบ้านที่รุมล้อมอยู่ด้วยแววตาที่เย็นเยียบลงหลายส่วน นางมิใช่คุณหนูในจวนที่อ่อนต่อโลก และมิใช่คนที่จะยอมให้ใครมาชี้นำความถูกต้องด้วยความงมงายเพียงไม่กี่คำ “พวกท่านพูดอะไรก็ระวังปากเอาไว้หน่อย” เสียงของหลินหยาเย็นเฉียบจนชาวบ้านกลุ่มนั้นชะงักงัน “แม้ข้าจะเมตตาใจดี แต่กับคนที่ไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนด้วยกัน... ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน อำนาจในมือข้าอาจจะไม่ได้มีไว้เพื่อรังแกใคร แต่ถ้าใครกล้ามาขัดขวางการช่วยชีวิตคนของข้า ข้าก็ไม่รับรองความปลอดภัยของลิ้นพวกท่านเช่นกัน”
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด ชาวบ้านที่เคยท่าทีพยศกลับตัวสั่นงันงก บรรยากาศรอบกายพลันเงียบกริบ ทว่าความรังเกียจที่ฝังรากลึกยังคงฉายชัดในแววตา พวกเขาขยับถอยร่นแต่ยังไม่วายพยายามจะเตือนด้วยความเชื่อที่ปักใจของพวกเขา
“ม... แม่นาง ท่านไม่รู้อะไรที่ข้าพูดไปเพราะหวังดีกับแม่นาง” ชายคนเดิมละล่ำละลักบอก พยายามใช้ถ้อยคำที่ดูนุ่มนวลลง “เจ้าเด็กนั่นมันมีวาจาเป็นภัย ก่อนที่ปีศาจจะบุกจู่โจมหมู่บ้านของพวกเรา เจ้าเด็กนี่มันเอาแต่ตะโกนสาปแช่งว่า ‘ปีศาจกำลังจะมาแล้ว... ปีศาจกำลังจะมา!’ มันวิ่งวุ่นร้องตะโกนอยู่อย่างนั้นถึงสามวันสามคืน แล้วหลังจากนั้นปีศาจก็บุกมาฆ่าล้างหมู่บ้านจริง ๆ! เห็นชัด ๆ ว่ามันนั่นแหละที่เรียกพวกอสุรกายมา”
คำเล่านั้นพอหลินหยาได้ฟังดังนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ความคิดหนึ่งของนางนั้นแล่นผ่านเข้ามาในใจทันที... ‘เจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้สาปแช่ง แต่เขากำลังเตือนต่างหาก! ทว่าคนพวกนี้กลับเลือกที่จะป้ายความผิดให้เด็กตัวเล็ก ๆ เพียงเพราะความกลัวและความเขลาของตนเองงั้นหรอ’
หลินหยาเชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตามุ่งมั่นคู่นั้นหาได้ไหวติงต่อเสียงสบประมาทหรือสายตาประณามของฝูงชนที่ล้อมรอบ นางหาได้แยแสต่อคำว่ากาลกิณีที่คนเหล่านั้นพยายามยัดเยียดให้เด็กตัวเล็ก ๆ เพียงคนเดียวด้วยความขลาดเขลา หลินหยาหันไปสบตากับจางกงกงเพียงชั่วครู่ สื่อสารผ่านสายตาอันมั่นคงว่านางตัดสินใจแล้ว และอสรพิษเงามืดผู้นั้นก็เพียงแค่นิ่งเฉยประหนึ่งหินสลัก ทว่าดวงตาคู่คมกลับฉายประกายบางอย่างที่บอกให้นางรู้ว่า เขาจะคอยเป็นเกราะกำแพงอยู่เบื้องหลังนางเสมอ ไม่ว่านางจะทำสิ่งใด
ทันทีที่เห็นแบบนั้นหลินหยาก็สะบัดชายเสื้อก้าวเท้าฉับ ๆ ตรงดิ่งไปยังเงามืดที่อับเฉาที่สุด ทิ้งเสียงซุบซิบนินทาที่เริ่มเบาบางลงด้วยความยำเกรงในบารมีของขบวนขุนนางไว้เบื้องหลัง ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นดินมอมแมมประหนึ่งการประกาศเจตนารมณ์ว่าความเมตตาของนางนั้นยิ่งใหญ่กว่าจารีตอันงมงาย ยิ่งเข้าใกล้ กลิ่นอายของความอ้างว้างและกลิ่นสาบของความลำบากก็ยิ่งชัดเจน เส้นผมสีขาวโพลนที่ผิดแผกจากผู้คนทั่วไปของเด็กชายดูหมองหม่นและพันกันยุ่งเหยิงราวกับรังนกที่ถูกทิ้งร้างท่ามกลางพายุ เด็กน้อยยังคงก้มหน้าแทะท่อนกระดูกเปล่า ๆ ที่มีรอยเขี้ยวครูดจนเป็นร่อง มือเล็กที่สั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บและหิวโหยนั้นช่างเปราะบางเสียจนน่าเวทนา
หลินหยาย่อกายลงอย่างนุ่มนวลต่อหน้าเขาให้ตัวเธออยู่ในระดับเดียวกันกับเด็ก ก่อนที่จะส่งชามซุปไม้ที่ส่งไออุ่นกรุ่นโชยกลิ่นหอมของเนื้อเคี่ยวและผักสดถูกวางลงตรงหน้าเด็กชายช้า ๆ แสงไฟวูบวาบจากกองไฟไกล ๆ สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบเขม่าดินจนแทบไม่เห็นผิวเดิม ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของหลินหยาเจ็บแปลบที่สุดคือดวงตาคู่โตที่ดูเลื่อนลอยและว่างเปล่าราวกับดวงวิญญาณได้แตกสลายไปนานแล้ว
“กินนี่เถอะนะเด็กน้อย...” เสียงของนางอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับกลัวว่าความดังเพียงนิดจะทำให้ร่างเล็ก ๆ ตรงหน้าสลายหายไป “วางกระดูกที่ไร้รสชาตินั่นลงเถอะ ข้ามีซุปร้อน ๆ ที่จะทำให้เจ้าอุ่นไปถึงข้างใน... กินให้เต็มที่เลยนะ ข้าเตรียมมาให้เจ้า”
เด็กชายชะงักกะทันหัน เสียงฟันที่ครูดกับกระดูกหยุดลง เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองนางอย่างระแวดระวัง ดวงตาที่ลึกโหลคู่นั้นฉายแววหวาดกลัวอย่างรุนแรงประหนึ่งสัตว์ป่าที่ถูกรังแกมานับครั้งไม่ถ้วน เขาขยับตัวถอยกรูดจนหลังพิงติดกับกองฟืนมอดไหม้ ร่างกายสั่นเทิ้มประหนึ่งลูกนกที่กำลังรอรับแรงกระแทกจากหินขว้าง ราวกับว่าคำพูดดี ๆ และอาหารถูกส่งมาเพียงเพื่อเป็นกับดักก่อนการด่าทอจะเริ่มต้นขึ้น
หลินหยาไม่ได้ขยับหนี นางกลับเลื่อนชามซุปเข้าไปใกล้เขาอีกนิดอย่างอดทน “ไม่ต้องกลัว... ข้าไม่เหมือนคนพวกนั้น ข้ามาเพื่อช่วยเจ้าจริง ๆ ดูสิ น้ำซุปนี่ยังร้อนอยู่เลยนะ” ในใจของหลินหยาตอนนี้ไม่มีที่ว่างให้ความรังเกียจ มีเพียงความเจ็บปวดลึก ๆ ที่เห็นเด็กคนหนึ่งต้องแบกรับตราบาปที่เขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ เพียงเพราะสีผมที่สวรรค์ประทานมาไม่เหมือนใคร กลับกลายเป็นกรงขังที่ขังเขาไว้กับความโดดเดี่ยว
ความรู้สึกเวทนาต่อความเป็นมนุษย์ทพให้นางอยากจะคว้าตัวเขามากอดไว้เพื่อบอกว่าเขาไม่ใช่ตัวซวย และเส้นผมสีขาวนี้ก็เปรียบดั่งหิมะที่บริสุทธิ์ หาใช่เครื่องหมายของปีศาจ ทว่าในยามนี้ สิ่งที่นางทำได้ดีที่สุดคือการหยิบยื่นความหวังผ่านน้ำซุปชามเล็ก ๆ เพื่อยื้อชีวิตที่โลกใบนี้กำลังพยายามผลักไสให้เด็กตรงหน้าดับสูญ
จางกงกงซึ่งยืนมองอยู่ไกล ๆ หรี่ตาลงมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ปราณอสรพิษรอบกายเขาวูบไหวตามอารมณ์ที่สั่นคลอนลึก ๆ เขาเห็นภาพซ้อนของเด็กน้อยผมขาวคนนั้นเป็นตัวเขาเองในอดีต... คนที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งอัปมงคล เป็นขยะที่ไร้ค่าในสายตาผู้เป็นพ่อ และเขาก็เห็นภาพของหลินหยาเป็นดั่งแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่ยอมเสี่ยงก้าวเข้ามาในโลกมืดมิดของเขาโดยไม่สนคำครหา นางคือคนประเภทที่จะยื่นมือไปหาคนที่ทุกคนรังเกียจ และนั่นคือเหตุผลที่อสรพิษเย็นชาเช่นเขายอมเคียงกายของนาง
จางกงกงพ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจว่า หากโลกนี้ใจร้ายกับเด็กคนนี้เพียงเพราะเขาต่างเช่นนั้นเขาก็จะให้หลินหยาเป็นคนพิพากษาเองว่าชีวิตนี้ควรค่าแก่การรักษาไว้หรือไม่ และแน่นอนว่าคำตอบของนางย่อมประจักษ์ชัดอยู่ตรงหน้าแล้ว…
ว่านางคงจะช่วยเหลือเด็กคนนี้








โพสต์ 2026-2-10 15:23:20