
บันทึกการเดินทาง เงาอัคคีใต้ผืนฟ้ากังวาน
เริ่มต้น ยามโหย่ว เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ เมืองฉางซา จักรวรรดิต้าฮั่น

ตอนพิเศษ 6
พริบตาเดียวที่เนื้อไก่ขอทานรสเลิศและข้าวอบลำไม้ไผ่ที่หอมกรุ่นหมดลง เด็กชายผมขาวก็จ้องมองจานไม้ที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าด้วยสายตาที่อาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก จานใบนั้นสะอาดเกลี้ยงเกลาจนแทบจะสะท้อนเงาใบหน้ามอมแมมของเขาได้ การได้ลิ้มรสอาหารที่ราวกับหลุดออกมาจากสรวงสวรรค์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าแม้แต่จะฝันถึงในชีวิตที่ผ่านมา
แม้ในใจของเด็กชายจะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วช่องท้อง แต่ทว่าท้องเจ้ากรรมที่อดอยากมานานแสนนานกลับยังคงส่งเสียงประท้วงครวญครางออกมาเบา ๆ อย่างไม่รักดี หลินหยาที่นั่งสังเกตอาการอยู่อย่างใกล้ชิดจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เจ้าอิ่มหรือยังเด็กน้อย?”
เด็กชายชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก้มหน้าต่ำลงเพื่อซ่อนความต้องการที่ยังคงพลุ่งพล่านอยู่ในอก ก่อนจะเค้นคำพูดติดขัดที่กลั่นออกมาจากความกลัวที่ฝังรากลึกในจิตใจตามวิสัยที่มักพูดได้เพียงสั้น ๆ “อิ่ม... ขอบ... คุณ… ท่าน…” คำตอบนั้นทำเอาหลินหยาพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความรู้สึกที่จุกอยู่ในลำคอ เพราะทันทีที่เขากล่าวคำว่าอิ่ม ทว่าเสียงท้องของเด็กชายก็กลับร้องจ๊อก ๆ ดังระงมขึ้นมาอีกระลอกประหนึ่งจะประจานคำมุสาของเจ้าของ ในตอนนี้นางมองดูร่างเล็กที่สั่นเทิ้มประหนึ่งลูกนกต้องพายุ พยายามหดตัวลีบเล็กเพื่อปกปิดความหิวโหยที่ไม่อาจซ่อนเร้น
หลินหยาขยับยิ้มที่มุมปากเพียงบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เจือไปด้วยความเศร้าสร้อยและความเมตตาอย่างที่สุด “ที่เจ้าบอกว่าอิ่ม... เป็นเพราะเจ้ากลัวว่าหากข้าให้มากกว่านี้ ข้าจะเปลี่ยนใจรังเกียจเจ้า หรือเจ้ากลัวว่าจะไม่มีวันได้กินอาหารดี ๆ เช่นนี้อีกใช่หรือไม่?”
คำถามนั้นทำให้เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองนางช้า ๆ แววตาที่เคยว่างเปล่าเริ่มสั่นคลอนด้วยหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมา เขาพยักหน้ายอมรับเบา ๆ อย่างจำนนต่อความจริง ทว่าริมฝีปากยังคงปิดสนิทเพราะไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับชีวิตที่ไร้หนทางเบื้องหน้าอย่างไรดี สำหรับเขาแล้ว การมีชีวิตรอดในแต่ละวันคือการดิ้นรนท่ามกลางคำสาปแช่ง และเขามองไม่ออกเลยว่าวันพรุ่งนี้เขาจะหาเศษกระดูกที่ไหนมาแทะได้อีก
หลินหยาที่เห็นความสิ้นหวังในแววตาคู่นั้นแล้วจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นคง “ข้าจะให้เจ้าได้กินจนกว่าจะอิ่ม... และข้าจะทำให้เจ้าไม่ต้องกลับมาหิวโหยเช่นนี้อีก แต่เจ้าช่วยไปที่หนึ่งกับข้าได้หรือไม่?” นางพูดเสร็จก็ยื่นมือออกไปหาเขาอย่างช้า ๆ เพื่อให้เขามั่นใจว่านางจะไม่คุกคามเด็กชายเหมือนคนอื่น ๆ “ข้ามิใช่คนอื่น ๆ ที่จะคอยทำร้ายหรือระบายอารมณ์ใส่เจ้าเพียงเพราะสีผมของเจ้า... ข้าสัญญาด้วยเกียรติของข้าว่าเจ้าจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับข้า”
เด็กชายขยับดวงตามองมือเล็กที่ยื่นมาตรงหน้าสลับกับใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจของหลินหยา ความกลัวที่เคยเป็นกำแพงสูงชันเริ่มพังทลายลงทีละน้อย เขารู้สึกได้ว่าสตรีผู้นี้มีความแตกต่างจากทุกคนที่เขาเคยพบมา ความอบอุ่นที่นางมอบให้นั้นมิใช่เพียงแค่ข้าวปลาอาหาร แต่คือความรู้สึกว่าเขายังมีคุณค่าความเป็นคนหลงเหลืออยู่ในโลกที่แสนเย็นชานี้
ขณะที่จางกงกงยังคงยืนมองเหตุการณ์นั้นอยู่ไกล ๆ ท่ามกลางบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิที่เริ่มแผ่ซ่านความมีชีวิตชีวา เขาเห็นแผ่นหลังของภรรยาที่ก้มลงโอบอุ้มชะตากรรมของเด็กน้อย และเขารู้ดีว่าตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ขบวนเดินทางสู่ฉางอันของเขาจะมีสมาชิกใหม่ที่มาพร้อมกับความวุ่นวายและสีผมที่ประหลาดตาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนอย่างแน่นอน
หลินหยาขยับยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความทะนุถนอม นางยื่นมือไปกุมมือเล็กมอมแมมของเด็กชายไว้แล้วพาเดินตรงไปยังรถม้าหรูหราที่จอดเด่นสง่าอยู่ท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของชาวบ้าน จางกงกงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปลายเท้าของเขาไม่เปื้อนฝุ่นดินแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวจ้องมองร่างเล็กผมขาวที่เดินตามภรรยาของเขาต้อย ๆ ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เขาพับพัดจีบในมือลงช้า ๆ รังสีอำนาจที่แผ่ออกมาทำเอาเด็กน้อยถึงกับชะงักฝีเท้าและพยายามจะมุดตัวลงหลังร่างของหลินหยาด้วยสัญชาตญาณความกลัวที่มี
“เด็กน้อย... เจ้ากินนี่รอข้าก่อนนะ ขอข้าคุยกับสามีข้าสักประโยคหน่อยนะ” หลินหยาล้วงเอาขนมถังหูลู่สีแดงสดใสที่เคลือบน้ำตาลจนเงาวับออกมาจากแหวนมิติส่งให้เด็กชาย กลิ่นหวานหอมของผลไม้ทำให้เด็กน้อยเผลอรับไปถือไว้ด้วยความงุนงง ก่อนที่นางจะหันไปเผชิญหน้ากับจางกงกงผู้เป็นว่าที่สามี
หลินหยาขยับเข้าไปใกล้จางกงกงจนได้กลิ่นกำยานจาง ๆ ที่คุ้นเคย นางเงยหน้าสบตาอสรพิษเงามืดของตำหนักขันทีด้วยความจริงใจอย่างที่สุด ไม่มีแววขี้เล่นหรือดื้อรั้นเหมือนยามปกติ “ท่านพี่เจ้าคะ... ข้าอยากขออนุญาตท่าน” นางเอ่ยเสียงนุ่มแต่หนักแน่น “ข้าอยากรับเด็กคนนี้เป็นบุตรบุญธรรม อยากให้เขาใช้นามสกุลของข้า หรือหากท่านเมตตา... ให้เขาใช้สกุลจางของท่านได้หรือไม่เจ้าคะ?”
จางกงกงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากขยับยิ้มเย็นที่ดูคล้ายการเยาะหยันแต่กลับแฝงไปด้วยความว่างเปล่าแต่กลับมีอะไรบางอย่างในนั้น “เสี่ยวหยา... เจ้าเพิ่งเข้าประตูสกุลจางมาได้ไม่เท่าไหร่ ก็คิดจะเอาเด็กกาลกิณีที่คนทั้งเมืองรังเกียจมาเพิ่มภาระให้ข้าแล้วหรือ? เจ้าก็รู้ว่าตำแหน่งจงฉางชื่อของข้ามีศัตรูมากเพียงใด การรับเด็กที่มีประวัติประหลาดเช่นนี้เข้ามา ย่อมมิต่างจากการหาเรื่องใส่ตัวหรือไง?”
หลินหยากลับไม่หลบสายตาผู้เป็นสามีด้วยสายตาที่ไม่ปล่อยเลย นางก้าวเข้าไปชิดจนหน้าผากเกือบจรดแผงอกของเขา “ข้ารู้เจ้าค่ะ... แต่ท่านพี่มองดูเขาดี ๆ สิเจ้าคะ” นางบุ้ยปากไปทางเด็กชายที่กำลังยืนแทะขนมถังหูลู่ด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ “ท่านไม่เห็นใครบางคนในแววตาที่อ้างว้างคู่นั้นหรือเจ้าคะ? ใครบางคนที่ถูกโลกใบนี้ตราหน้าว่าอัปลักษณ์แปลกแตกต่าง ใครบางคนที่ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวจนต้องสร้างเกราะน้ำแข็งขึ้นมาปกป้องตนเอง...” คำพูดของหลินหยาทำให้จางกงกงชะงักไปชั่วครู่ หัวใจของเขาที่เคยด้านชาประดุจเหล็กกล้าสั่นไหวอย่างรุนแรง
ใช่... เขาเห็น เขารู้สึกได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่มองเห็นเส้นผมสีขาวนั่น เด็กคนนี้คือภาพสะท้อนของเขาในวัยเยาว์อย่างมิอาจปฏิเสธได้ เด็กที่ไม่มีใครต้องการ เด็กที่ถูกผลักไสให้กลายเป็นปีศาจทั้งที่ยังมิได้เริ่มใช้ชีวิต
“ข้าเห็นท่านในตัวเขาเจ้าค่ะ...” หลินหยาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้ามิอาจย้อนเวลาไปช่วยท่านในตอนนั้นได้ แต่ตอนนี้ข้าสามารถช่วยเด็กคนนี้ได้ ข้าไม่อยากให้เขากลายเป็นอสรพิษที่เดียวดายเหมือนท่านในอดีต ข้าอยากให้เขารู้ว่าโลกนี้ยังมีที่ว่างสำหรับคนอย่างเขา... และมีคนที่พร้อมจะรักเขาอย่างที่เขาเป็น”
จางกงกงที่นิ่งเงียบไปนานแสนนาน เขามองสลับระหว่างหลินหยาที่ดวงตาคลอไปด้วยความเมตตาอันล้นปรี่ กับเด็กชายผมขาวที่มองมาทางพวกเขาด้วยความหวาดระแวงสลับกับความโหยหา ความสงสารที่เขาพยายามกดทับไว้มานานนับสิบปีพวยพุ่งขึ้นมาจนยากจะต้านทาน เขาพ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนจะยื่นมือหนาไปลูบศีรษะหลินหยาอย่างเบามือ “เจ้ามันช่างหาเรื่องให้ข้าเสียจริง... ฮูหยินตัวน้อย” จางกงกงเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “หากเจ้าต้องการเช่นนั้น ข้าจะขัดใจเจ้าได้อย่างไร? ในเมื่อเจ้าบอกว่าเห็นข้าในตัวเขา... เช่นนั้นเขาก็คือลูกของข้าเช่นกัน”
คำนั้นทำให้หลินหยาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายของสามี แววตาของนางไหววูบด้วยความตื้นตันระคนรู้เท่าทัน ก่อนที่หลินหยาจะส่งยิ้มหวานที่เจือไปด้วยความเข้าอกเข้าใจพลางเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ท่านรู้อยู่แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะว่าข้าจะต้องขอรับเลี้ยงเด็กคนนี้... และที่จริง ท่านเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับข้า” หลินหยาถามคำถามแต่จางกงกงมิได้เอ่ยตอบเป็นคำพูด เขาเพียงแต่เบนสายตาไปทางอื่นราวกับจะหลบเลี่ยงความจริงที่ถูกนางอ่านจนทะลุปรุโปร่ง ทว่าความอ่อนโยนที่หลงเหลืออยู่ในปลายนิ้วซึ่งยังคงสัมผัสเส้นผมของนางนั้นกลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
ก่อนที่หลินหยาจะหันกลับมาหาเด็กน้อยผมขาวที่ยืนตัวลีบเล็กอยู่เบื้องหลังนาง ความหวาดกลัวในดวงตาของเด็กชายดูจะเบาบางลงบ้างเมื่อเห็นกิริยาท่าทางที่อ่อนลงของบุรุษผู้ดูน่าเกรงขามตรงหน้า
หลินหยาย่อกายลงจนอยู่ในระดับสายตาเดียวกับเด็กน้อย นางยื่นมือออกไปกุมมือเล็กที่สั่นเทาของเขาไว้อย่างแผ่วเบา ราวกับจะส่งผ่านไออุ่นและความมั่นคงไปให้ถึงก้นบึ้งของหัวใจที่แตกสลาย “เด็กน้อย... เจ้าฟังข้านะ” น้ำเสียงของนางนุ่มนวลทว่าหนักแน่นไปด้วยความจริง
“ข้ามีเรื่องสำคัญอยากจะถามเจ้า... เจ้าอยากจะมาเป็นลูกของข้ากับชายผู้นี้หรือไม่?”
นางไม่พูดเปล่ากลับผายมือไปทางจางกงกงที่ยืนตระหง่านเป็นปราการอยู่ด้านหลัง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยความสัตย์จริง “หากเจ้ามาอยู่กับเรา เจ้าจะไม่ต้องคอยหาเศษอาหารตามพื้นดินเพื่อประทังชีวิตอีกต่อไป ข้าจะไม่หลอกเจ้าว่าชีวิตต่อจากนี้จะสบายไร้อุปสรรค เพราะคนเราล้วนมีสิ่งที่ยากลำบากต้องเผชิญต่างกันไป... แต่ข้าสัญญาสิ่งหนึ่งที่เจ้าจะได้แน่ ๆ”
ดวงตาสีน้ำตาลของหลินหยาฉายแววแห่งความเมตตาอันลึกซึ้งที่สื่อถึงการโอบอุ้มชีวิตหนึ่งอย่างแท้จริง “เจ้าจะได้เรียนหนังสือ ได้มีที่ซุกหัวนอนที่ปลอดภัย และเหนือสิ่งอื่นใด... เจ้าจะได้เรียกข้าว่าแม่ เรียกเขาว่าพ่อ และให้เราทั้งสองได้เรียกเจ้าว่าลูกชายด้วยความภาคภูมิใจ เจ้าจะไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในฐานะตัวซวยของใครอีกต่อไป แต่เจ้าจะเป็นแก้วตาดวงใจของบ้านเรา... เจ้าเต็มใจหรือไม่?”
เสียงของหลินหยาทำให้เด็กชายผมขาวนิ่งอึ้งไปประหนึ่งร่างถูกสาป คำว่า ‘ลูกชาย’ และ ‘พ่อแม่’ เป็นถ้อยคำที่ไกลเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ในชาตินี้ หยาดน้ำตานั้นออกมาจากดวงตาสีหม่นที่คลอหน่วยตาค่อย ๆ เอ่อล้นไหลผ่านแก้มที่มอมแมม ท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดพาเอาความหวังครั้งใหม่มาสู่ชีวิตที่เคยดับมืด เขาจ้องมองหลินหยาและจางกงกงสลับกันไปมาด้วยหัวใจที่เต้นรัวระคนสับสน ราวกับกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างนรกที่คุ้นเคยกับสวรรค์ที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
ในขณะนั้นเอง จางกงกงที่ยืนเงียบมาตลอดกลับแค่นเสียงในลำคอเบา ๆ พลางปรายตามองเด็กน้อยด้วยสายตาที่อ่านยาก ทว่ามือนิ่งสงบที่ไขว้หลังอยู่กลับกำแน่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับเขาก็เกรงกลัวคำตอบของเด็กชายไม่ต่างไปจากหลินหยาเลยแม้แต่นิดเดียว








โพสต์ 2026-2-11 19:30:47